<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	xmlns:georss="http://www.georss.org/georss" xmlns:geo="http://www.w3.org/2003/01/geo/wgs84_pos#" xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/"
	>

<channel>
	<title>Dead Economics Society</title>
	<atom:link href="http://bankngam.wordpress.com/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://bankngam.wordpress.com</link>
	<description>This blog is created for communication between participants who enjoy or want to know about economics as tool of social phenomenon explanation</description>
	<lastBuildDate>Fri, 22 Apr 2011 17:50:51 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.com/</generator>
<cloud domain='bankngam.wordpress.com' port='80' path='/?rsscloud=notify' registerProcedure='' protocol='http-post' />
<image>
		<url>http://s2.wp.com/i/buttonw-com.png</url>
		<title>Dead Economics Society</title>
		<link>http://bankngam.wordpress.com</link>
	</image>
	<atom:link rel="search" type="application/opensearchdescription+xml" href="http://bankngam.wordpress.com/osd.xml" title="Dead Economics Society" />
	<atom:link rel='hub' href='http://bankngam.wordpress.com/?pushpress=hub'/>
		<item>
		<title>ไทยเข้มแข็ง&#8230; ใครเข้มแข็ง</title>
		<link>http://bankngam.wordpress.com/2010/01/15/%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%a1%e0%b9%81%e0%b8%82%e0%b9%87%e0%b8%87-%e0%b9%83%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%a1%e0%b9%81%e0%b8%82%e0%b9%87/</link>
		<comments>http://bankngam.wordpress.com/2010/01/15/%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%a1%e0%b9%81%e0%b8%82%e0%b9%87%e0%b8%87-%e0%b9%83%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%a1%e0%b9%81%e0%b8%82%e0%b9%87/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 15 Jan 2010 12:25:23 +0000</pubDate>
		<dc:creator>bankngam</dc:creator>
				<category><![CDATA[POLITICAL ECONOMY]]></category>
		<category><![CDATA[PUBLIC ECONOMICS]]></category>
		<category><![CDATA[การคลัง]]></category>
		<category><![CDATA[งบกระตุ้นเศรษฐกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[ทักษิณ]]></category>
		<category><![CDATA[ประชาธิปัติย์]]></category>
		<category><![CDATA[ประชานิยม]]></category>
		<category><![CDATA[รายจ่ายภาครัฐ]]></category>
		<category><![CDATA[เงินลงทุน]]></category>
		<category><![CDATA[ไทยรักไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ไทยเข้มแข็ง]]></category>
		<category><![CDATA[SP]]></category>
		<category><![CDATA[stimulus package]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://bankngam.wordpress.com/?p=354</guid>
		<description><![CDATA[งบไทยเข้มแข็ง&#8230; ทำใครเข้มแข็ง? เรียนทุกท่านในเบื้องต้นเสียตรงนี้ว่า&#8230; ผมเป้นเดียรถีทางการเมือง เพราะไม่ได้สมาทานลัทธิการเมือง ตลอดจนพรรคการเมืองใดเป็นที่พึ่งพิงทางใจ (กาย?) เลยเสียพรรคการเมืองเดียวดังนั้น การแสดงความคิดเห้นทางการเมืองของผมจึงมิได้วางอยุ่บนความเป้นปฏิปักษ์หรือ ความใคร่ส่วนตัวต่อกันแต่อย่างไร ว่าอย่างย่นย่อแล้วคงกล่าวได้ว่า สิ่งที่ผมจะกล่าวในบทความของผมนี้ (เช่นเดียวกับที่ทำมาตลอด) คือการทำด้วยประสงค์ดีต่อสิ่งๆเดียว&#8230; มโนสำนึกที่รักจะเป็นประเทศเดินไปข้างหน้า (ซึ่งหมายถึงคนไทยทุกคน มิใช่เพียงประเทศไทยสำหรับใคร &#8220;บางคน&#8221;) ดั่งคำปราชญว่า&#8230; &#8220;คำจริงใจมักเสียดหู&#8221; ผุ้ใดที่อยู่ในอำนาจแล้วไม่อาจทานแรงเสียดสีจากการวิจารณ์อย่างตรงไปตรงมา โปรดพับข้ามหน้านี้ไปเสีย (ได้โปรด !!!) เรื่องมีอยู่ว่า&#8230; ตลอดหลายเดือนของการบริหารงานโดยรัฐบาล ฯพณฯอภิสิทธิ์  ผมมานั่งดูๆ แล้วก็เกิดคำถามกับตัวเองว่า ประเทศไทยจะไปในทิศทางใดแน่ หลังจากเราทุ่ม (เงินกู้) กว่าแปดแสนล้านเพื่อโครงการที่ชื่อแสนเก๋ว่า &#8220;ไทยเข้มแข็ง&#8221;? ซึ่งอันที่จริง (อาจ) ไม่ได้เป็นอะไรไปมากกว่า &#8220;ฉลาก (Label)&#8221; แปะทับคำว่า &#8220;ประชานิยม&#8221; ที่เคยใช้กันมาตั้งแต่สมัยหม่อมคึกฤทธิ์ สืบมาจนยุคคุณทักษิณ อย่างไรก็ตามแต่ผมยังคงต้องขอให้ท่านย้อนกลับไปอ่านให้ชัดว่า ผมเพียงแต่ตั้งข้อสสมติฐานเท่านั้น (เพราะยังแค่ &#8220;อาจจะ&#8221;) ส่วนข้อเท็จจริงจะเป้นเช่นไรนั้นขอเวลาหาข้อมูลทำวิจัยจริงๆจังๆซักทีก่อนครับ&#8230; บทความฉบับนี้แม้ยังไม่มีข้อมุลตัวเลขทางสถิติที่ชัดเจนทว่า ขอมองจากมุมแบบนักเศรษฐศาสตร์ข้างถนนว่า เห็นอะไรมาบ้าง และ คิดอย่างไรไปพลางก่อนครับ ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมานี้ โครงการที่ดีของรัฐบาล [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=bankngam.wordpress.com&amp;blog=4518680&amp;post=354&amp;subd=bankngam&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>งบไทยเข้มแข็ง&#8230; ทำใครเข้มแข็ง?</p>
<p>เรียนทุกท่านในเบื้องต้นเสียตรงนี้ว่า&#8230; ผมเป้นเดียรถีทางการเมือง เพราะไม่ได้สมาทานลัทธิการเมือง ตลอดจนพรรคการเมืองใดเป็นที่พึ่งพิงทางใจ (กาย?) เลยเสียพรรคการเมืองเดียวดังนั้น การแสดงความคิดเห้นทางการเมืองของผมจึงมิได้วางอยุ่บนความเป้นปฏิปักษ์หรือ ความใคร่ส่วนตัวต่อกันแต่อย่างไร</p>
<p>ว่าอย่างย่นย่อแล้วคงกล่าวได้ว่า สิ่งที่ผมจะกล่าวในบทความของผมนี้ (เช่นเดียวกับที่ทำมาตลอด) คือการทำด้วยประสงค์ดีต่อสิ่งๆเดียว&#8230; มโนสำนึกที่รักจะเป็นประเทศเดินไปข้างหน้า (ซึ่งหมายถึงคนไทยทุกคน มิใช่เพียงประเทศไทยสำหรับใคร &#8220;บางคน&#8221;) ดั่งคำปราชญว่า&#8230; &#8220;คำจริงใจมักเสียดหู&#8221; ผุ้ใดที่อยู่ในอำนาจแล้วไม่อาจทานแรงเสียดสีจากการวิจารณ์อย่างตรงไปตรงมา โปรดพับข้ามหน้านี้ไปเสีย (ได้โปรด !!!)</p>
<p>เรื่องมีอยู่ว่า&#8230; ตลอดหลายเดือนของการบริหารงานโดยรัฐบาล ฯพณฯอภิสิทธิ์  ผมมานั่งดูๆ แล้วก็เกิดคำถามกับตัวเองว่า ประเทศไทยจะไปในทิศทางใดแน่ หลังจากเราทุ่ม (เงินกู้) กว่าแปดแสนล้านเพื่อโครงการที่ชื่อแสนเก๋ว่า &#8220;ไทยเข้มแข็ง&#8221;? ซึ่งอันที่จริง (อาจ) ไม่ได้เป็นอะไรไปมากกว่า &#8220;ฉลาก (Label)&#8221; แปะทับคำว่า &#8220;ประชานิยม&#8221; ที่เคยใช้กันมาตั้งแต่สมัยหม่อมคึกฤทธิ์ สืบมาจนยุคคุณทักษิณ</p>
<p>อย่างไรก็ตามแต่ผมยังคงต้องขอให้ท่านย้อนกลับไปอ่านให้ชัดว่า ผมเพียงแต่ตั้งข้อสสมติฐานเท่านั้น (เพราะยังแค่ &#8220;อาจจะ&#8221;) ส่วนข้อเท็จจริงจะเป้นเช่นไรนั้นขอเวลาหาข้อมูลทำวิจัยจริงๆจังๆซักทีก่อนครับ&#8230; บทความฉบับนี้แม้ยังไม่มีข้อมุลตัวเลขทางสถิติที่ชัดเจนทว่า ขอมองจากมุมแบบนักเศรษฐศาสตร์ข้างถนนว่า เห็นอะไรมาบ้าง และ คิดอย่างไรไปพลางก่อนครับ</p>
<p>ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมานี้ โครงการที่ดีของรัฐบาล (อย่างน้อยก็ในแง่หลักการ) มีอยู่ให้เห้นมากมายครับ เช่นการปรับเพิ่มเบี้ยยังชีพผุ้สูงอายุ, การจัดการศึกษาฟรีอย่างจริงจัง, การพยายามเข้ามาช่วยเหลือเกษตรกร (แม้ว่าในรายละเอียดผมจะไม่เห้นด้วยในหลายเรื่อง ทว่าเจตนาดีถือว่าสอบผ่านครับ) ฯลฯ ทว่ามีนโยบายบางส่วนที่ผมเห็นแล้วก็อดเป้นห่วงรัฐบาลไม่ได้ว่า ปล่อยออกมาได้อย่างไร?</p>
<p>อาทิ โครงการตัด Motor way ที่งบประมาณต่อกิโลเมตรพอจะสร้างรถไฟความเร็วสูง ชินคันเซน ได้ (พี่น้องครับ เวียตนามกำลังจะมีชินคันเซนใช้ภายในสิบปี เรายังมัวตัดถนนสำหรับคนรวยด้วยต้นทุนที่แพงเกินจริงอยู่เลยครับ), เราลาดยางถนนซ้ำในส่วนของถนนที่ยังใช้การได้อยู่ โดยส่วนใหญ่แล้ว ผมพบว่า โครงการไทยเข้มแข็งใช้ไปกับเรื่องการ &#8220;ลงทุน&#8221; ในสิ่งปลูกสร้างอยู่ไม่น้อย ซึ่งโครงการเหล่านี้&#8230; ไม่ได้มีผลต่อการจัดสรรทรัพยากรใหม่ (Resources redistribution) แต่อย่างไร&#8230;</p>
<p>คนจนยังคงจน และ คนรวยยิ่งรวยขึ้น เพราะ งบประมาณทั้งหลายจะไปลงกับ นายทุนด้านอุตสาหกรรมก่อสร้าง ซึ่งเป้นที่ทราบกันดีในตลาดทุนว่า สนิทกับพรรคการเมืองสำคัญของรัฐบาลนี้สองพรรค, ตลอดจนส่วนเกินทางเศรษฐกิจ อาทิ เงินค่าน้ำร้อนน้ำชาต่างๆก็ถูกผันลงไปในพื้นที่ได้ง่าย</p>
<p>สิ่งนี้มิใช่หรือที่เราเรียกมันว่า การคอรัปชันเชิงนโยบาย!!! สิ่งนี้ไม่ใช่หรือที่เรารังเกียจกันมากจนกระทั่งออกมาขับไล่คุณทักษิณออกไป&#8230; ปรากฏการณืนี้เป้นประจักษ์พยานชัดหรือไม่ว่า งบไทยเข้มแข็งทำให้ใครเข็มแข็ง&#8230; คำตอบแสนเรียบง่าย งบไทยเข้มแข็ง(อย่างน้อยก็เท่าที่ผมเห็น)ยังคงมุ่งหมายที่จะเสริมความเข้มแข้งของ &#8220;ทุนการเมือง, นักการเมือง และ แน่นอน เนื้อติดกระดูกพอประมาณ แก่ประชาชนตาดำๆอย่างเราๆ&#8221;</p>
<p>การจะพัฒนาประเทศ&#8230; เงินคงไม่ใช่ปัจจัยหลักสำคัญประการเดียวครับ&#8230; ถังมันรั่วใส่น้ำเท่าไหร่ก็ไม่มีวันเต็ม เมืองไทยวันนี้เหมือนมีรูรั่วพรุนไปหมด (รูรั่ว = นักการเมืองชั่ว) ทำให้งบเทไปเท่าไหร่ก็ไม่เคยพอ, ผมมองเห็นอนาคตอย่างชัดเจนครับว่า สิ้น 8 แสนล้านนี้แล้วประเทศไทยจะเป้นอย่างไรต่อไป&#8230;</p>
<p>เราเหมือนครอบครัวใหญ่ที่แม้ไม่จนมาก แต่ก็ไม่ได้มีเงินเหลือเฟือ วันหนึ่งเราพบว่าหลงจู้ครอบครัวมันเผด็จการ ไม่เคารพผู้อาวุโสของครอบครัว แล้วยังแอบงุบงิบหยิบเงินจากกงสีออกไปอยู่เรื่อย เลยขับออกจากบ้านไปร่อนเร่อยู่ตามตรอก&#8230; คนที่ช่วยกันไล่หลงจู้คนเก่าออกไปก็เข้ามาแย่งกันคุมกงสี ทีนี้มั่วไปหมดครับ มือใครยาวสาวได้สาวเอา&#8230; เห็นท่าเป้นอย่างนี้จะลำบาก เลยไปกู้เศรษฐีใจดีที่ตรอกถัดไป อีกส่วนเรี่ยไรจากคนในครอบครัว  พอได้มาแล้วก็ลงมือปรับปรุงบ้าน!!! โดยให้คนสนิทของตนไปทำ&#8230;</p>
<p>บร๊ะเจ้า, ไม่เจ๊งยังไงไหวครับเงินก้อนนี้ควรนำไปใช้เพื่อทำให้คนในบ้านมีการศึกษาดีๆ&#8230; มีอาหารกินครบมื้อครบหมู่&#8230; มีสุขภาพที่ดี&#8230; เหนือสิ่งอื่นใด&#8221;มีคุณธรรม&#8221;และความหวังในการดำเนินชีวิตต่อไปในบ้างหลังนี้ มิใช่หรือ?</p>
<p>มาถึงจุดนี้ผมฟังธงลงไปเลยว่า เงินไม่ใช่ทางออก ของปัญหา และ ยิ่งใส่เงินลงไปมากเท่าไหร่ กลุ่มทุนการเมืองบางกลุ่ม ยิ่งรวยขึ้นบนความยากจนลงของเรา (คนไทย)&#8230; ทำไมเราชอบคิดว่าเงินแก้ไขปัญหาได้ไปเสียทั้งหมดนะ, ถ้าเงินเป้นตัวชี้ขาดจริง ประเทศที่เป้นเกาะไร้ความมั่งคั่งอย่างสิงคโปร์เติบโตได้อย่างไร&#8230; ถ้าเงินชี้ขาดจริงประเทศที่รุ่มรวยทรัพยากรอย่างอาฟริกาทำไมจน? ปัจจัยชี้ขาดอย่างแท้จริงคงเป้นที่&#8230; เประเทศๆหนึ่งคงต้องการนักการเมืองที่เก่งเลวน้อยที่สุด กระมัง? ผมไม่ทราบ? และยังคงหาคำตอบต่อไป&#8230; บทสรุปวันนี้คงยุดไว้เพียงแค่ &#8220;เงินไม่ใช่คำตอบ&#8221; เท่านั้นครับ</p>
<p>เมื่อกล่าวถึงเงินไม่ใช่คำตอบ&#8230; ผมคิดว่าแนวคิดเงินคือคำตอบนั้นมีอยู่ทุกที่ทั่วโลกครับ ไม่ใช่จำกัดเฉพาะประเทศไทย อาทิ เร็วๆนี้เราคงเห้นการประชุมสุดยอดเรื่อง &#8220;โลกร้อน&#8221; โดยสหรัฐออกมาประกาศว่าจะให้เงินช่วยเหลือประมาณแสนล้านเหรียญเพื่อสนับสนุนการแก้โลกร้อน (โดยที่ตัวเองยังคงปล่อยก๊าซเรือนกระจก และ ก๊าซทำลายโอโซนต่อไป)&#8230; อีหรอบเดียวกันครับ ผมยกมาเพื่อชี้ให้เห็นสองส่วน ส่วนแรก อย่างที่กล่าวไปแล้ว มะกันเค้าก็เห้นเงินเป้นใหญ่เหมือนกันครับ คือเขามองว่าเขาทำผิดโอเค&#8230; ก็แค่ &#8220;ชดเชย&#8221;ให้ก็จบ แต่ข้อเท็จจริงมันไม่ใช่ครับ โลกต้องการให้สหรัฐลดการทำลายโลก ไม่ได้ต้องการ &#8220;เงินทอน&#8221; จากการเผาโลกทำกำไร!!!</p>
<p>ส่วนที่สอง, เพื่อเปรียบเทียบให้กับกรณีประเทศไทยว่า &#8220;ดี&#8221;, &#8220;ชั่ว&#8221; นั้นเราพิจารณาแยกแยะกันครับ ดังที่ผมได้เกริ่นไว้ตั้งแต่ต้นว่า ดครงการของรัฐบาลดีๆก็มีมาก ทว่า&#8230; มันไม่อาจนำมาหักล้างกันกับโครงการ	แย่ๆได้หรอกครับ คนเราจะอ้างเหตุว่าช่วยคนสิบคนเพื่อไปยิงคนตาย ๑ คนนั้่นได้ไหม? มันไม่เกี่ยวกันครับ&#8230; มะกันปล่อยควันเสีย แล้วเอาเงินมายื่นให้ว่าคุณก็เอาไปบำบัดซิ!!! ตรรกะแบบนี้มัน เวิร์กเหรอครับ? ผมว่าไม่</p>
<p>ประการสุดท้าย,แม้จะไม่เกี่ยวกันเสียทีเดียวแต่เป้นเรื่องน่าสลดที่มีจุดร่วมเดียวกันคือ คนเรามันเห็นเรื่องเงินเป็นใหญ่ครับ&#8230; ผมสลดจนสบถเมื่อวันก่อนเมื่อได้ยินข่าวว่ามีอาซิ้มคนหนึ่งโทรไปแจ้งทางสวนสัตว์ว่า&#8230; หลานอยากอุ้มหลินปิง จะได้ไหม ถ้าตกลงจะบริจากให้ ๕ ล้าน!!! โอ้มายก๊อดเนสสสส ถ้าจะมีเด็กซักคนที่จะได้สิทธิ์อันประเสริฐนี้&#8230; เด็กคนนั้นควรเป้นเด็กยากจนที่ไม่มีโอกาสซื้อบัตรเข้าชมหลินปิงมากกว่าครับ&#8230; ไม่ใช่สำหรับเด็กที่มีอาม่ารวยอย่างนี้</p>
<p>ปล. ทว่ามองอย่างใจเย็น (ไม่ใช่เลือดเย็นนะครับ) มุมทางเศรษฐศาสตร์แล้วเราอาจยอมให้เด็ก (ที่โตขึ้นมีแนวโน้มจะนิสัยเสียเพราะถูกเลี้ยงดูอย่างตามใจ) คนนี้เข้ามาอุ้มหมี เพื่อเอาเงิน ๕ ล้านไปเลี้ยงเด็กยากไร้ได้อีกหลายคนก็ได้ครับ อันนี้แล้วแต่ (แต่ยังไงก็อดหงุดหงิดความไม่เป้นธรรม ความไม่เท่าเทียมกันของโลกที่มีคนจนกับคนรวยอยู่ดีครับ, ผมพูดได้เต็มปากเพราะไม่ชนไม่รวยเป็นชนชั้นกลางฮับ <img src='http://s0.wp.com/wp-includes/images/smilies/icon_biggrin.gif' alt=':D' class='wp-smiley' /> )</p>
<p>สำหรับวันนี้ลาไปก่อนสวัสดีครับ</p>
<br />Posted in POLITICAL ECONOMY, PUBLIC ECONOMICS  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/bankngam.wordpress.com/354/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/bankngam.wordpress.com/354/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/bankngam.wordpress.com/354/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/bankngam.wordpress.com/354/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/bankngam.wordpress.com/354/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/bankngam.wordpress.com/354/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/bankngam.wordpress.com/354/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/bankngam.wordpress.com/354/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/bankngam.wordpress.com/354/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/bankngam.wordpress.com/354/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/bankngam.wordpress.com/354/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/bankngam.wordpress.com/354/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/bankngam.wordpress.com/354/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/bankngam.wordpress.com/354/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=bankngam.wordpress.com&amp;blog=4518680&amp;post=354&amp;subd=bankngam&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://bankngam.wordpress.com/2010/01/15/%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%a1%e0%b9%81%e0%b8%82%e0%b9%87%e0%b8%87-%e0%b9%83%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%a1%e0%b9%81%e0%b8%82%e0%b9%87/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/bfc1cdc200590395dbf88876cca5603c?s=96&#38;d=wavatar&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">bankngam</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>สวัสดีทุนนิยมใหม่</title>
		<link>http://bankngam.wordpress.com/2010/01/15/%e0%b8%aa%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%aa%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%a2%e0%b8%a1%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b9%88/</link>
		<comments>http://bankngam.wordpress.com/2010/01/15/%e0%b8%aa%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%aa%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%a2%e0%b8%a1%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b9%88/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 15 Jan 2010 12:21:10 +0000</pubDate>
		<dc:creator>bankngam</dc:creator>
				<category><![CDATA[1]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://bankngam.wordpress.com/?p=352</guid>
		<description><![CDATA[สวัสดี &#8220;ทุนนิยมใหม่&#8221;, ทรายระยับพับวาวสกาวเสก็ด, ดาวละเล็ดล่องลอยคอยหาว, พฤษพรรณพรายแพร่งกลิ่นกลั้วเกลา, เทียมเท่าทั่วถึงคำนึงธรรม, เศรษฐวัตรหากได้คล้ายดั่งนี้, คงดีสมสุขผดุงประสาน, เปลื่องทุกข์สุขได้เริงสำราญ, ชื่นบานไร้เบียนเลียนรอบตัว, เมื่อครั้งผมดูเรื่อง The Secret ซึ่งเป็นผลงานกำกับและแสดงนำโดย เจ โจว ผมอยากเล่นเปียนโนเป็น, เมื่อครั้งผมดูเรื่อง Whisper of the Heart ซึ่งเป็นผลงานภาพยนตร์การ์ตูนของค่าย จิมบิ ผมอยากเป็นช่างทำไวโอลิน (หลังจากที่เคยอยากเล่นไวโอลินเป็นมาแล้วตอนสมัยเด็กๆ), ครั่นเมื่อผมดูเรื่อง The Curse of Golden Flower ซึ่งเป็นหนังอีกเรื่องหนึ่งที่เจ โจว แสดงเป็นตัวเอก ว่าด้วยเรื่องของอำนาจ และ ความทะยานอยากที่ทำให้ครอบครัวแยก (แล้วในระดับสังคมจะเหลือหรือครับ?) ผมก็อยากอ่านจีนออก-เขียนจีนได้ เสียเหลือเกินครับ&#8230; ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่อง อยากเป็นนู่นนี่นั่นอีกมากมาย ซึ่งอัดอั้นอยู่ในตัวของผมคนนี้, แน่นอนว่าทุกคนต้องเผชิญกับข้อจำกัดบางอย่างทำให้ไม่สามารถที่จะเป็นได้อย่างที่ต้องการ (ผมก็เช่นกัน) ซึ่งมีอยู่ด้วยกันอย่างน้อยสามประการครับ ได้แก่ ๑. เวลา ๒.พรสวรรค์ และ ๓. เงิน!!!, ว่าด้วยข้อจำกัดสองประการแรกนั้น [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=bankngam.wordpress.com&amp;blog=4518680&amp;post=352&amp;subd=bankngam&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>สวัสดี &#8220;ทุนนิยมใหม่&#8221;,<br />
<span style="font-weight:normal;"> </span></strong></p>
<p>ทรายระยับพับวาวสกาวเสก็ด,</p>
<p>ดาวละเล็ดล่องลอยคอยหาว,</p>
<p>พฤษพรรณพรายแพร่งกลิ่นกลั้วเกลา,</p>
<p>เทียมเท่าทั่วถึงคำนึงธรรม,</p>
<p>เศรษฐวัตรหากได้คล้ายดั่งนี้,</p>
<p>คงดีสมสุขผดุงประสาน,</p>
<p>เปลื่องทุกข์สุขได้เริงสำราญ,</p>
<p>ชื่นบานไร้เบียนเลียนรอบตัว,</p>
<p>เมื่อครั้งผมดูเรื่อง The Secret ซึ่งเป็นผลงานกำกับและแสดงนำโดย เจ โจว ผมอยากเล่นเปียนโนเป็น, เมื่อครั้งผมดูเรื่อง Whisper of the Heart ซึ่งเป็นผลงานภาพยนตร์การ์ตูนของค่าย จิมบิ ผมอยากเป็นช่างทำไวโอลิน (หลังจากที่เคยอยากเล่นไวโอลินเป็นมาแล้วตอนสมัยเด็กๆ), ครั่นเมื่อผมดูเรื่อง The Curse of Golden Flower ซึ่งเป็นหนังอีกเรื่องหนึ่งที่เจ โจว แสดงเป็นตัวเอก ว่าด้วยเรื่องของอำนาจ และ ความทะยานอยากที่ทำให้ครอบครัวแยก (แล้วในระดับสังคมจะเหลือหรือครับ?) ผมก็อยากอ่านจีนออก-เขียนจีนได้ เสียเหลือเกินครับ&#8230; ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่อง อยากเป็นนู่นนี่นั่นอีกมากมาย ซึ่งอัดอั้นอยู่ในตัวของผมคนนี้,</p>
<p>แน่นอนว่าทุกคนต้องเผชิญกับข้อจำกัดบางอย่างทำให้ไม่สามารถที่จะเป็นได้อย่างที่ต้องการ (ผมก็เช่นกัน) ซึ่งมีอยู่ด้วยกันอย่างน้อยสามประการครับ ได้แก่ <strong>๑. เวลา ๒.พรสวรรค์ และ ๓. เงิน!!!</strong>, ว่าด้วยข้อจำกัดสองประการแรกนั้น เป็นข้อจำกัดที่เสมอภาคถ้วนเท่ากันทุกคน ดังนั้น จึงไม่เป็นที่น่าครวญครางในคอลัมน์นี้เสียเท่าไหร่นัก ส่วนที่ผมคิดว่าน่าจะนำมากล่าวถึงกันคงเป็นส่วนที่สามครับ คือ ข้อจำกัดในเรื่องงบประมาณ (Budget constraint),</p>
<p>ก็ไอ้เจ้าตัวเงินนี่หละครับ ที่ทำให้ผมอดลองอะไรหลายๆอย่าง&#8230; อาทิ ลองฝึกยิงปืน (ลูกละตั้งหลายตังค์ ยิงหมดกล่องที อดข้าวชดเชยอย่างน้อยมื้อนึงละครับ) หรือ ผมอยากเรียนภาษาปะกิต ก็ต้องจ่ายเป็นแสนเพื่อไปเรียนในสถาบันมีชื่อ เฮ้อ เมื่อไหร่นะครับที่ระบบตลาดทำให้คนเราโง่ลง!!! อย่างน้อยก็ในนัยที่ว่า คนเราไม่อาจจับจ่ายความรู้ได้โดยเสรี (และ ราคาถูก) อีกต่อไป เมื่อการจะเรียนรู้อะไรซักอย่างมันช่างแพงเหลือขนาด,</p>
<p>ที่พูดเช่นนี้ อาจจะได้กลิ่น <strong>&#8220;มาร์กซ์&#8221;</strong> ตุ่ยๆลอยออกมาจากบทความผม ทว่า ไม่ใช่หรอกครับ ผมเป็นคนที่ยังอยู่ในปริมณฑลของเศรษฐศาสตร์กระแสหลักอย่างไม่ต้องสงสัยเลย หากแต่ บางทีเราก็น่าจะ ทบทวนถึง <strong>&#8220;มโนทัศน์ทางเศรษฐกิจ&#8221;</strong> ในใจของเราเองกันบ้างว่าแท้จริงแล้วเราอยากเห็น เศรษฐกิจอย่างไรกันแน่ เอาแบบที่เป็น เศรษฐกิจในฝัน on the rock!!! pureๆ ไม่ต้องสนว่ามันจะไปเหมือนมาร์กซ์ ฟรีดแมน หรือ ครูชบ เอาที่เราอยากเห็นจริงๆ มันหน้าตาเป็นอย่างไร,</p>
<p>ผมอยากเห็นจัง อยากเห็นระบบเศรษฐกิจของไทย เป็นเศรษฐกิจที่ลอยอยู่บนกระแสความรู้ซึ่งไหลเชื่อมถึงกันอย่างเสรี ระหว่างคนหนึ่งสู่อีกคนหนึ่ง เราจะร่วมกันสรรค์สร้าง <strong>&#8220;ผลิตผลแห่งโลก&#8221;</strong> ซึ่งขยายมุมมองจากผลผลิตของตนเองไปสู่ผลผลิตที่ปราศจากความคับแคบในเรื่องรัฐชาติ ได้ไหม? เราอาจจะขายเพลง แต่เราไม่ขายวิชาด้านเพลง เราอาจจะขายภาพแต่เราไม่ขายความรู้ด้านการวาดภาพ เราจะได้รับและส่งต่อความรู้ถึงกันโดยไม่คิดค่าความรู้ซักสลึงเฟื่องได้ไหม? สิ่งเหล่านี้คือส่วนหนึ่งของ <strong>&#8220;ทุนนิยมใหม่&#8221;</strong>(ในภาษา อ.สฤณี อาชวานันทกุล อาจเรียกมันว่า <strong>&#8220;ทุนนิยมที่มีหัวใจ&#8221;</strong>, รึเปล่าว?) ซึ่งต้องเกิดขึ้น หากมนุษย์ต้องการจะเลี่ยงไปจากเสินทางแห่งหายนะ,</p>
<p>ผมไม่ทราบว่าเราเสียโชแปง, ลีโอนาโด ดาวินซี หรือ นิโคลัส โคเปอร์นิคัส ไปแล้วกี่คนด้วยเหตุเพียงว่า เขาไม่มีตังค์พอจะเรียน หรือ เข้าถึงโอกาสทางการศึกษา, ผมอยากที่จะย้ำอีกครั้งว่า กลไกตลาดเสรีไม่ใช่ว่าจะช่วยให้เกิดประสิทธิภาพเสมอไป และ แน่นอนในกรณีนี้ กรณีการศึกษา มันทำให้สังคมโง่ลง!!! (ผมรู้ครับว่าผมพิมพ์ซ้ำเป้นครั้งที่สองแล้วว่า <strong>&#8220;โง่ลง&#8221;</strong>),</p>
<p>ในฐานะที่ผมกำลังใคร่ครวญอย่างหนักว่าจะไปกล่าวอะไรกับน้องๆ ในโครงการ <strong>Junior Science Talent Project (JSTP)</strong> หรือ โครงการพัฒนาอัจฉริยภาพทางวิทยาศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (บางมด) ผมคิดว่า ผมคงต้องย้ำเสียสามครั้งว่า <strong>&#8220;จงรับและจงให้ ความรู้เพื่อโลกของเรา&#8221;</strong> และขอยืมคำกล่าวของโบโน นักร้องนำวงยูทู ที่กล่าวกับนักศึกษามหาวิทยาลัยเพนซินวาเนีย ในวันที่ ๑๗ พฤษภาคม ๒๐๐๔ เนื่องในโอกาสจบการศึกษา มาบอกต่อแก่ทุกท่านว่า <strong>&#8220;เรื่องนี้ไม่ใช่เพียงอุดมการณ์ แต่มันคือภาวะฉุกเฉิน!!!&#8221;,<br />
</strong></p>
<p>สิ่งที่ผมกล่าวถึงนี้เป็นคนละเรื่องกับทรัพย์สินทางปัญญา ผมเห็นควรว่า สินค้าและบริการที่ถูกผลิตขึ้นจากองค์ความรู้อย่างจำเพาะ และ โดยเหงื่อที่หลากไหล ซึ่งหลายครั้งปนไปด้วยน้ำตา ควรได้รับการคุ้มครองอย่างถึงที่สุด&#8230; สิ่งที่ผมต้องการสื่อสารคือ เราต้องเคร่งครัดที่จะไม่ไป Copy และสมอ้างสิทธิเหนือผลงานของผู้อื่น อย่างไรก็ตามแต่ เราก็ควรจะสอนวิธีการสร้างผลงานเหล่านั้นได้ ด้วยต้นทุนที่ไม่เป็นอุปสรรคต่อการเรียนรู้ มิใช่หรือ?,</p>
<p>หากความรู้ยังคงเป็นสินค้า และ เราทั้งหลายยังคงมั่นใจว่า <strong>&#8220;ตลาดวิชา&#8221;</strong> คือการแลกเปลี่ยนระหว่าง <strong>&#8220;ความรู้&#8221;</strong> กับ <strong>&#8220;เงิน&#8221;</strong> แล้วหละก็ ผมคิดว่าเราคงมีรางวันโนเบลไว้เพื่อเป็น ISO หรือ มอก. เท่านันหละครับ มันสิ้นไร้คุณค่า เฮ้! คนอยากเป็นครูอย่างผมไม่ใช่ตู้กดน้ำอัดลมนะ ที่จะปล่อยของออกมาเมื่อมี่คนหยอดตังค์อะ,</p>
<p>พอกันที <strong>&#8220;ระบบตลาด&#8221;</strong> กับ <strong>&#8220;การถ่ายทอดความรู้&#8221;</strong> มันไปกันไม่ได้หรอก, อาจจะมีแม่สื่อพ่อชักพยายามจะจับให้ <strong>&#8220;เขา&#8221;</strong> และ <strong>&#8220;เธอ&#8221;</strong> คู่กัน แต่ว่ามันไม่น่าไปรอด มันดูไม่แฮปปี้เอนดิ้ง ไม่เหมาะสม ผิดผี ไม่ดีด้วยประการทั้งปวง, และเพื่อเป็นการริเริ่มให้เกิดขึ้นจริงมากกว่าการพร่ำพรายความในใจ&#8230; ด้วยกบาลเล็กๆของผมนี้ ผมขอประกาศว่า สมองของผมคือ <strong>&#8220;สินค้าสาธารณะ&#8221;</strong> และ หากมันจะพอช่วยเหลือแก่บุคคลอื่นได้บ้าง ด้วยการให้ความรู้เชิงเศรษฐศาสตร์ก็ดี อื่นใดก็ดี ผมยินดีใช้มันโดยไม่รับผลตอบแทนใดๆ แน่นอนว่าภายใต้เงื่อนไขทางจริยธรรม และ เพื่อสังคมโลก,</p>
<p><strong>คุณจะร่วมไปกับการทดลองเล็กนี้ เพื่อประกายตาที่เปี่ยมไปด้วยความฝันและจินตนาการของเด็กๆหรือไม่&#8230; ตัดสินใจเร็วหน่อยนะครับ มีประกายตาวาววับมอดดับลง ในทุกๆนาทีที่เราเสียไปกับการรอให้คนอื่นเริ่มทำเพื่อสังคมก่อนแล้วเราค่อยทำตาม ขอบคุณแทนโลกใบนี้ล่วงหน้า และ ท้ายสุด&#8230; &#8220;ลาก่อน ไอ้โลก ตัวกู ของกู&#8221; เส็งเคร็งใบเดิม บ๊ายบายยยยยยย&#8221;</strong></p>
<div><span style="font-family:'Browallia New', 'Times New Roman', 'Bitstream Charter', Times, serif;font-size:medium;"><strong><br />
</strong></span></div>
<br />Posted in 1  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/bankngam.wordpress.com/352/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/bankngam.wordpress.com/352/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/bankngam.wordpress.com/352/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/bankngam.wordpress.com/352/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/bankngam.wordpress.com/352/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/bankngam.wordpress.com/352/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/bankngam.wordpress.com/352/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/bankngam.wordpress.com/352/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/bankngam.wordpress.com/352/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/bankngam.wordpress.com/352/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/bankngam.wordpress.com/352/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/bankngam.wordpress.com/352/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/bankngam.wordpress.com/352/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/bankngam.wordpress.com/352/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=bankngam.wordpress.com&amp;blog=4518680&amp;post=352&amp;subd=bankngam&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://bankngam.wordpress.com/2010/01/15/%e0%b8%aa%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%aa%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%a2%e0%b8%a1%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b9%88/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/bfc1cdc200590395dbf88876cca5603c?s=96&#38;d=wavatar&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">bankngam</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>หัวขบวนการเมืองไทย-เรามีไหม?</title>
		<link>http://bankngam.wordpress.com/2010/01/15/%e0%b8%ab%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b8%82%e0%b8%9a%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2-%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a1/</link>
		<comments>http://bankngam.wordpress.com/2010/01/15/%e0%b8%ab%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b8%82%e0%b8%9a%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2-%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a1/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 15 Jan 2010 12:10:20 +0000</pubDate>
		<dc:creator>bankngam</dc:creator>
				<category><![CDATA[POLITICAL ECONOMY]]></category>
		<category><![CDATA[การเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[นิติบัญญัติ]]></category>
		<category><![CDATA[ผลประโยชน์]]></category>
		<category><![CDATA[ภาพใหญ่]]></category>
		<category><![CDATA[รัฐ]]></category>
		<category><![CDATA[รัฐบาล]]></category>
		<category><![CDATA[ศาล]]></category>
		<category><![CDATA[อำนาจทางการเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[อุดมการณ์]]></category>
		<category><![CDATA[เจตนารมณ์]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐศาสตร์การเมือง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://bankngam.wordpress.com/?p=349</guid>
		<description><![CDATA[&#8220;ข้าพเจ้าใคร่ขอเตือนผุ้อ่านก่อนว่า บทนี้ต้องตั้งใจอ่านอย่างละเอียดเพราะข้าพเจ้าไม่มีวิธีที่จะพูดให้กระจ่างได้กับผุ้ไม่มีความตั้งใจ&#8221; (Rousseau, 18th century), คำข้างต้นนี้เป็นคำโปรยของ รุซโซ ก่อนที่จะกล่าวถึงบทว่าด้วย &#8220;รัฐบาลโดยทั่วไป&#8221; ของเขา ซึ่งจะกล่าวถึงองค์ประกอบของ &#8220;เสรีภาพ&#8221; เป้นส่วนต้นของบท&#8230; โดยรุซโซ ได้กล่าวว่า เสรีภาพนั้นอาจแบ่งออกได้เป็นสองส่วนด้วยกันอันได้แก่ ส่วนของ &#8220;ความคิด&#8221; และ ส่วนของ &#8220;เสรีภาพในทางกำลังกาย&#8221;, คนเราจะเดินจากที่หนึ่งไปสู่ที่หนึ่งนั้นได้ก็ด้วยการคิดเสียก่อนว่าจะไปไหน แล้วจึงใช้กำลังกายของตนนั้นขับร่างให้เคลื่อนไหลไปสู่จุดหมายนั้่น&#8230; กายการเมืองก็เป็นดุจเดียวกัน กล่าวคือ อำนาจบริหารนั้นเสมือนหนึ่งกำลัง ในขณะที่อำนาจนิติบัญญัติเป็นส่วนของเจตนารมณ์ ทั้งหลายทั้งปวงนี้คือข้ออรรถาธิบายถึงหลักการตามแนวคิดของรุซโซ ซึ่งแน่นอนว่าสามารถถูกถกค้านได้ แม้กระทั่งหักล้าง อย่างไรก็ตามในเบื้องต้นนี้จะขอยึดเอาแนวทางนี้มาเป็นกรอบใหญ่ (Big picture) ในการวิเคราะห์การเมืองไทยเสียหน่อยครับว่า เป้นอย่างไร?, เหตุที่ยึดตามแนวทางของรุซโซ ข้างต้นนี้เป้นกรอบการวิเคราะห์นั้น ก็มิใช่ด้วยเหตุของการเชื่อแบบ &#8220;เขาเล่าว่า&#8221; หรือ &#8220;รุซโซดังก็เชื่อไปงั้นๆ&#8221; หากเพราะผมเองเชื่ออย่างยิ่งว่าการที่การเมือง จะพัฒนาได้ดีนั้น องคาพยบของรัฐ โดยเฉพาะ ตรีเอกานุภาพทางการเมือง อันได้แก่ อำนาจบริหาร, อำนาจนิติบัญญัติ และ อำนาจตุลาการ ควรมีการแบ่งพื้นที่อำนาจ (Field) และ หน้าที่อำนาจ [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=bankngam.wordpress.com&amp;blog=4518680&amp;post=349&amp;subd=bankngam&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>&#8220;ข้าพเจ้าใคร่ขอเตือนผุ้อ่านก่อนว่า บทนี้ต้องตั้งใจอ่านอย่างละเอียดเพราะข้าพเจ้าไม่มีวิธีที่จะพูดให้กระจ่างได้กับผุ้ไม่มีความตั้งใจ&#8221; (Rousseau, 18th century),</p>
<p>คำข้างต้นนี้เป็นคำโปรยของ รุซโซ ก่อนที่จะกล่าวถึงบทว่าด้วย &#8220;รัฐบาลโดยทั่วไป&#8221; ของเขา ซึ่งจะกล่าวถึงองค์ประกอบของ &#8220;เสรีภาพ&#8221; เป้นส่วนต้นของบท&#8230; โดยรุซโซ ได้กล่าวว่า เสรีภาพนั้นอาจแบ่งออกได้เป็นสองส่วนด้วยกันอันได้แก่ ส่วนของ &#8220;ความคิด&#8221; และ ส่วนของ &#8220;เสรีภาพในทางกำลังกาย&#8221;, คนเราจะเดินจากที่หนึ่งไปสู่ที่หนึ่งนั้นได้ก็ด้วยการคิดเสียก่อนว่าจะไปไหน แล้วจึงใช้กำลังกายของตนนั้นขับร่างให้เคลื่อนไหลไปสู่จุดหมายนั้่น&#8230; กายการเมืองก็เป็นดุจเดียวกัน กล่าวคือ อำนาจบริหารนั้นเสมือนหนึ่งกำลัง ในขณะที่อำนาจนิติบัญญัติเป็นส่วนของเจตนารมณ์ ทั้งหลายทั้งปวงนี้คือข้ออรรถาธิบายถึงหลักการตามแนวคิดของรุซโซ ซึ่งแน่นอนว่าสามารถถูกถกค้านได้ แม้กระทั่งหักล้าง อย่างไรก็ตามในเบื้องต้นนี้จะขอยึดเอาแนวทางนี้มาเป็นกรอบใหญ่ (Big picture) ในการวิเคราะห์การเมืองไทยเสียหน่อยครับว่า เป้นอย่างไร?,</p>
<p>เหตุที่ยึดตามแนวทางของรุซโซ ข้างต้นนี้เป้นกรอบการวิเคราะห์นั้น ก็มิใช่ด้วยเหตุของการเชื่อแบบ &#8220;เขาเล่าว่า&#8221; หรือ &#8220;รุซโซดังก็เชื่อไปงั้นๆ&#8221; หากเพราะผมเองเชื่ออย่างยิ่งว่าการที่การเมือง จะพัฒนาได้ดีนั้น องคาพยบของรัฐ โดยเฉพาะ ตรีเอกานุภาพทางการเมือง อันได้แก่ อำนาจบริหาร, อำนาจนิติบัญญัติ และ อำนาจตุลาการ ควรมีการแบ่งพื้นที่อำนาจ (Field) และ หน้าที่อำนาจ (Function) กันอย่างเด็ดขาด เว้นเสียแต่จะเป็นไปเพื่ออนุวัตรความเป้นธรรมทางสังคมอันเป้นที่ยอมรับโดยทั่วไป (Public acceptance)  และ โดยยอมรับกับต้นทุน, แรงเสียดทาน และ การตอบโต้อย่างสมแก่การแทรกแซงดังกล่าวนั้น<br />
ทั้งนี้ หาไม่แล้ว รัฐบาล, รัฐสภา และ ศาล จะมีอำนาจเกลื่อนซ้อนกันจนกระทั่งไม่อาจผลักดันประเทศไปข้างหน้าได้ เพราะ การแย่งยื้อภาระอันเป็นคุณ และ ผลักทอนงานอันเป็นที่ลำบาก ระหว่างกันเป็นต้น ในทางกลับกันหากการแบ่งแยกอำนาจมีความชัดเจน ฝ่ายนิติบัญญัติจะเป็นคนกำหนดกรอบการใช้อำนาจของรัฐแทนมหาชน ในขณะที่รัฐบาลซึ่งใช้อำนาจเพื่อประโยชน์สุขแก่มหาชนของเขานั้นก็ไม่อาจกะเกณฑ์ที่จะดำเนินการได้โดยอิสระปราศจากเงื่อนไข ซึ่งในท้ายสุด เมื่อเกิดความขัดแย้งกันเสียว่า บทบาทของรัฐบาลที่ดำเนินการอยู่นั้น เป้นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายอันเป็นผลิผลของเจตจำนวค์เสรีส่วนใหญ่ของมหาชนแล้วนั้น ตุลาการก็จะเข้ามาตัดสินโดยการร้องขอของรัฐบาลก็ดี, ฝ่ายนิติบัญญัติก็ดี หรือ มหาชนโดยตรงก็ดีและหาได้มีหนทางอื่นนอกเหนือจากนี้ไม่.,</p>
<p>จากความเข้าใจในฐานะส่วนหนึ่งของคนที่ติดตามการเมืองอย่างใกล้ชิด เชื่อว่า รัฐบาลไทยเป็นรัฐบาลซึ่งผลักดันกฎหมายใหม่ และ การปรับปรุงกฎหมายเดิมในสัดส่วนที่ &#8220;น่าจะ&#8221; มากกว่าฝ่ายนิติบัญญัติเสียด้วยซ้ำ ซึ่งเท่ากับว่า รัฐบาลพยายามเข้ามาแทรกสอด &#8220;เจตนารมณ์&#8221; ของตนเข้ามาในพื้นที่ของฝ่ายกำกับ และ ชี้นำ &#8220;เจตจำนงค์มหาชน&#8221; &#8230; เหนือไปกว่านั้น ฝ่ายนิติบัญญัติแทนที่จะเข้าปกป้องหน้าที่ของตนเองอย่างแข็งขันกลับโอนอ่อนผ่อนตามทั้งยังพยายามจะแทรกตัวเข้ามาทำหน้าที่อของฝ่ายบริหาร อาทิ สส.พยายามไปพัฒนาท้องถิ่น (ไปลงอบจ.เลยดีไหม?)ในขณะที่พักหลังอำนาจตุลาการก็ได้รับการกวักมือเรียกจากนาง(และนาย)กวัก ที่ไม่สนเรื่องการแบ่งแยกอำนาจ ไม่สนเรื่องการทำหน้าที่ที่มีความแตกต่างกันระหว่างสถาบันทางการเมืองอยู่ตลอดเวลา (กวักกันจนไหล่ซ้น อวยกันจนก้นไม่ติดเบาะ) เพราะเชื่อว่า เอาน่าก็ดาบมันหัก เอาโล่ตีหัวมันหนักๆเดี๋ยวศตรูมันก็ตายไปเอง!!! ถามต่อว่า&#8230; โล่บิ่นแล้วทำไง?,</p>
<p>กล่าวอย่างชัดเจนลงไป ผมคิดว่า ที่การเมืองไทยมันวิ่งไล่งับหางตัวเองส่วนหนึ่งมันก้มาจากการที่เราแก้ปัญหาแบบ ไม่เห้นภาพใหญ่ (คำๆนี้ฝรั่งเค้าบัญญัติกันมาตั้งแต่ปี 1960 ครับพี่น้อง นักการเมืองและนักวิชากูหลายคนยังสะกดไม่เป้นเลยให้ตายซิ!!!) นั่นเองเรามัวแต่ไปถกกันเรื่องเอาไม่เอาทักษิิณ, อภิสิทธิ์เด็กหรือแก่เกินไป, แก้หรือไม่แก้รัฐธรรมนูญ ฯลฯ ที่มัน (ขออภัย) Bull shit!!! มากๆ ครับ คือมันเสียเวลาไปกับเรื่องที่ (ขออภัยอีกที) ปัญญาอ่อน!!! ถ้าแค่การแก้รัฐธรรมนูญ หรือ แค่เอาทักษิณออกไป (หรือกลับมา) แก้ปัญหาทางการเมืองได้ มันไม่ไหลมาจนเละอย่างทุกวันนี้หรอกครับ&#8230; เราคงต้องหันมายอมรับกันได้ซักทีว่า โจทย์มันไม่ง่ายขนาดนั้น และทางออกก็ไม่ง่ายเช่นเดียวกัน (ผ๊ะ! เปิดซะวิชาการ&#8230; ไหงไปๆมามาเขียนแล้วอารมณ์ขึ้น หลุดสบถมาซะเยอะเชียว, ขออภัยนะครับ นี่อาจเป้นครั้งแรกที่ผมปริ๊ซซซ แตกจนต้องเขียนด้วยสำเนียงอักษรที่หวือหวากว่าค่าเฉลี่ยที่เคยเขียนไว้),</p>
<p>หากวิเคราะห์กันอย่างจริงๆจังๆแล้ว นอกจาก &#8220;ปัญหาสถาบันทางการเมืองสะเหร่อ&#8221; นี้ แล้ว อีกหนึ่งปัจจัยที่น่าสนใจจะนำมากล่าวถึงในที่นี้ด้วยนั่นก็คือ ปัญหาการขาด &#8220;เจตนารมณ์ทางการเมือง&#8221; ที่เป็นหลักการสำคัญของพรรคการเมืองอย่างแท้จริง จะมีก็แต่นโยบายแดกด่วน (Fast food policy) และในหลายกรณี ไม่ได้ใหม่เลยเสียด้วยซ้ำ เช่น นโยบายที่เคยประชานิยมแล้วเอามาประชานิยมอีก&#8230; นโยบายสร้างถนนที่ทำกันซะจนเมืองไทยมีมากกว่าประเทศในภูมิภาคหลายเท่า (เพราะ ผลประโยชน์มันจัดง่าย ตัดผ่นจังหวัดใครคนนั้นได้ไป?)&#8230; ฯลฯ ผมยังไม่เคยเห้นนักการเมืองคนไหน, หรือ แฟนนักการเมืองคนไหนบอกได้เต็บปากเสัยทีว่า พรรคของตนเองมีเจตนารมณ์ในการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองอย่างไร? บางคนบอกว่าเจตนารมณ์ทางการเมืองคือประชาชนต้องมาก่อน (ว้าวอิหยังก๊อ? มันคือจั่งได๊? บ่ฮุ้เรื่อง) บางคนบอกว่า ประชานิยมสังคมเป็นสุข คืออุดมการณ์ทางการเมือง (เอ๊ะ ก็พึ่งบอกไปว่าไม่ใช่ พูดไม่รู้เรื่องนะเราหนะ เดี๋ยวตีมือเรย!!!) บางคนบอกว่าเอาทักษิณกลับบ้านคือเจตจำนงค์ทางการเมือง (ของใคร_ะ?) อย่าพูดต่อจนครบเลยครับผมอยากร้องไห้ T-T,</p>
<p>เมื่อปราศจากเจตนารมณ์ทางการเมืองซึ่งถือเป็นส่วน &#8220;ความคิด&#8221; ของกายการเมืองตามแนวคิดของรุซโซ แล้ว ส่วนแรงขับดัน ซึ่งในที่นี้ก้คือ &#8220;ผลประโยชน์&#8221; นั้นก็มิได้เป้นไปเพื่ออะไรเลย มันเป้นแรงขับดันที่ไร้ค่ากว่าฮอร์โมนเพศผู้ที่ก่อปัญหาอารมณ์พลุ่งพล่านเสียด้วยซ้ำ (อย่างน้อยฮอร์โมนเพศผู้ก็ไม่ได้ทำให้ใครนึกเกิดอยาก ส่งกระเป๋าเดินทางหลายสิบใบผ่านศุลกากรโดยไม่ตรวจเช็ค) ที้พูดเช่นนนี้มิได้ต้องการให้เราวิเคราะห์การเมืองแบบต้องเอา &#8220;ผู้ทรงศีล&#8221; มาเป็นนักการเมือง โดยบอกว่าต้องไม่มีผลประโยชน์เลย (ผมไม่กล้าคิด&#8230; พิมพ์ยังกระดากนิ้วเลยครับ) ทว่า, เราต้องคุยกันบนฐานที่เริ่มจาก&#8230; การตกลงผลประโยชน์ควรยืนอยู่บนเจตนารมณ์บางอย่างที่เป็นเจตนารมณ์ทางการเมืองอย่างแท้จริง (และประชาชนผุ้สนับสนุนควรเข้าใจถึงเจตนารมณ์นั้นอย่างชัดแจ้ง),</p>
<p>ปัญหาประการสุดท้าย, เราคาดหวังว่าการเปลี่ยนจากรัฐบาลเบ็ดเสร็จพรรคเดียวที่ไม่ถูกใจ มาเป้นรัฐบาลผสมที่ใช้บุคลากรทางการเมืองหน้าเดิมเกือบร้อยละร้อย (เปลี่ยนแค่พรรคแกนนำรัฐบาลพรรคเดียว) จะทำให้การเมืองไทยก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงได้หรือครับ? คนเมากอดคอกับคนเมาเราจะหวังให้เดินตรงได้กระนั้นหรือ? ผมคิดว่าปัญหาสำคัญสำหรับสังคมการเมืองไทยในปัจจุบันคือ &#8220;คนดีหนีการเมือง&#8221; เพราะ ส่วนหนึ่งกฎหมายกำหนดเพดานเงินรณรงค์หาเสียงสร้างข้อจำกัดในการแข่งขันกับผุ้สมัครดั้งเดิมที่ สะสมทุนทางสังคมมายาวนาน, ส่วนหนึ่งขี้ขลาดเห็นแก่ตัว เพราะ อยู่เฉยๆมีเงินมีชื่อเสียงลงมาเล่นเดี๋ยวเจ็บไม่คุ้ม, ส่วนหนึ่งไม่มีช่องทาง ทั้งสายสัมพันธ์ และ เงินลงทุนทางการเมือง, ส่วนหนึ่งดีแต่ไร้สามารถในการบริหาร ฯลฯ ทว่าทั้งหลายทั้งปวงสะท้อนให้เห้นว่า ตลาดการเมืองพัฒนาไปได้มาสุดก็เท่ากับคุณภาพของคนในแวดวงการเมืองนั่นหละครับ ตราบใดที่เรายังไม่สามารถจูงใจให้คนดีมาทำงานการเมืองได้มากๆ (โดยมีเจตนารมณ์ และ เข้าใจหน้าที่ของสถาบันทางการเมืองที่ตัวเองสังกัดอยู่) เมื่อนั้นอย่าหวังอะไรกับการเมือง อย่าหวังอะไรกับคุณภาพรัฐบาลเลยครับ&#8230; ปลง!,</p>
<p>&#8220;องค์กรของเราแบ่งออกเป็นสองส่วนสำคัญ&#8230; หัวขบวนคือ &#8216;เจตนารมณ์&#8217; ส่วนกองทัพสนับสนุนผลักดันอยู่ข้างหลังจะเป็น &#8216;ผลประโยชน์&#8217;&#8230; เราผุ้มองเห็นเนื้อหาทั้งหมดขององค์กรก็ทราบชัดว่า เจตนารมณ์ไม่อาจแบ่งกันรับไปทำหน้าที่คนละส่วน หากจะรับก็รับไปทั้งมวล ไม่รับก็ล่มสลายไปทั้งยวง&#8221; (A wild Sheep Chase, Haruki Murakami)</p>
<br />Posted in POLITICAL ECONOMY  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/bankngam.wordpress.com/349/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/bankngam.wordpress.com/349/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/bankngam.wordpress.com/349/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/bankngam.wordpress.com/349/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/bankngam.wordpress.com/349/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/bankngam.wordpress.com/349/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/bankngam.wordpress.com/349/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/bankngam.wordpress.com/349/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/bankngam.wordpress.com/349/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/bankngam.wordpress.com/349/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/bankngam.wordpress.com/349/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/bankngam.wordpress.com/349/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/bankngam.wordpress.com/349/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/bankngam.wordpress.com/349/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=bankngam.wordpress.com&amp;blog=4518680&amp;post=349&amp;subd=bankngam&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://bankngam.wordpress.com/2010/01/15/%e0%b8%ab%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b8%82%e0%b8%9a%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2-%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a1/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/bfc1cdc200590395dbf88876cca5603c?s=96&#38;d=wavatar&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">bankngam</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>รัฐไทย -รัฐแรงงาน?</title>
		<link>http://bankngam.wordpress.com/2009/09/28/%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%90%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2-%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%90%e0%b9%81%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99/</link>
		<comments>http://bankngam.wordpress.com/2009/09/28/%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%90%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2-%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%90%e0%b9%81%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 28 Sep 2009 13:00:52 +0000</pubDate>
		<dc:creator>bankngam</dc:creator>
				<category><![CDATA[PUBLIC ECONOMICS]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://bankngam.wordpress.com/?p=332</guid>
		<description><![CDATA[รัฐไทย -รัฐแรงงาน?                 ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาหลายปีนี้ ผมทุ่มแทเวลา และพละ กำลังความสามารถส่วนใหญ่ผ่านงานเขียนไปกับการ &#8220;คิด&#8221; ถึงทางออกของบรรดา ปัญหา และ โจทย์ว่าด้วยการพัฒนาประเทศของเรา ทว่า เมื่อผมได้ผบข้อเท็จจริงสำคัญประการหนึ่งก็ทำให้ผมรู้สึกว่า สิ่งที่ผมพยายามคิด พยายยาม นำเสนอมาทั้งหมด นั้นน่าที่จะสูญเปล่า เพราะ รัฐไทย เรามีงบประมาณที่เป็นงบลงทุน (ซึ่งสะท้อนถึงทรัพยากรที่จะมีไว้สำหรับการแก้ไขปัญหา และ วางรากฐานการพัฒนาประเทศในอนาคต) เพียงร้อยละ ๑๑ เทานั้น[ที่เหลืออีกร้อยละ ๘๙ เป็นงบที่ใช้ไปเพื่อค้าจ้าง และ เงินอุดหนุน]                  ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนภาพชัดเจนว่า รัฐไทยเป็นรัฐแรงงาน(โคตร)เข้มข้น (Extremely labour intensive state) และ ข้อเท็จจริงข้อนี้ก็ปรากฎอยู่ในทุกๆที่เท่าที่เราจะนึกได้ แม้กระทั้งภาคส่วนที่น่าจะมีลักษณะต้องใช้ทุนเข้มข้น (Capital intensive) อย่าง ส่วนความมั่นคงและการทหาร ก็ยังมีลักษณะเป็นแรงงานเข้มข้น&#8230; ลองนึกภาพดูว่า &#8220;สมมติ&#8221; หากเกิดสงครามเต็มรูปขึ้นมาแล้วเรามีกระสุนพอใช้เพียง ๗ วัน การมีทหารจำนวนมากจะมีประโยชน์หรือไม่?, การศึกษาก็เช่นเดียวกัน ผมคาดการณ์ (แบบ กะๆเอาด้วยตัวผมเอง) [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=bankngam.wordpress.com&amp;blog=4518680&amp;post=332&amp;subd=bankngam&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<h1>รัฐไทย -รัฐแรงงาน?</h1>
<p>                ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาหลายปีนี้ ผมทุ่มแทเวลา และพละ กำลังความสามารถส่วนใหญ่ผ่านงานเขียนไปกับการ &#8220;คิด&#8221; ถึงทางออกของบรรดา ปัญหา และ โจทย์ว่าด้วยการพัฒนาประเทศของเรา ทว่า เมื่อผมได้ผบข้อเท็จจริงสำคัญประการหนึ่งก็ทำให้ผมรู้สึกว่า สิ่งที่ผมพยายามคิด พยายยาม นำเสนอมาทั้งหมด นั้นน่าที่จะสูญเปล่า เพราะ รัฐไทย เรามีงบประมาณที่เป็นงบลงทุน (ซึ่งสะท้อนถึงทรัพยากรที่จะมีไว้สำหรับการแก้ไขปัญหา และ วางรากฐานการพัฒนาประเทศในอนาคต) เพียงร้อยละ ๑๑ เทานั้น[ที่เหลืออีกร้อยละ ๘๙ เป็นงบที่ใช้ไปเพื่อค้าจ้าง และ เงินอุดหนุน]</p>
<p>                 ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนภาพชัดเจนว่า รัฐไทยเป็นรัฐแรงงาน(โคตร)เข้มข้น (Extremely labour intensive state) และ ข้อเท็จจริงข้อนี้ก็ปรากฎอยู่ในทุกๆที่เท่าที่เราจะนึกได้ แม้กระทั้งภาคส่วนที่น่าจะมีลักษณะต้องใช้ทุนเข้มข้น (Capital intensive) อย่าง ส่วนความมั่นคงและการทหาร ก็ยังมีลักษณะเป็นแรงงานเข้มข้น&#8230; ลองนึกภาพดูว่า &#8220;สมมติ&#8221; หากเกิดสงครามเต็มรูปขึ้นมาแล้วเรามีกระสุนพอใช้เพียง ๗ วัน การมีทหารจำนวนมากจะมีประโยชน์หรือไม่?, การศึกษาก็เช่นเดียวกัน ผมคาดการณ์ (แบบ กะๆเอาด้วยตัวผมเอง) ว่า หากให้ครูมีปืนคนละกระบอกจะมีแสนยานุภาพใกล้เคียงทหารทีเดียว เพราะ จำนวนครูของประเทศเราเยอะมาก (โดยเปรียบเทียบกับส่วนทุนที่ถูกนำไปใช้เพื่อการศึกษา) [ข้อสังเกตคือสองกระทรวงนี้คือสองกระทรวงที่ติดอันดับกระทรวงที่ได้รับงบประมาณมากที่สุดของประเทศมาโดยตลอด!!!]</p>
<p>                 ตามหลักการทั่วไป, สถานการณ์รัฐไทย ใช้แรงงานเป็นปัจจัย &#8220;ส่วนใหญ่&#8221; นี้จะ ส่งผลให้รัฐไทย ก้าวหน้าช้า ทั้งนี้มิใช้เพราะ ทุนดีกว่าแรงงาน หรือ แรงงานดีกว่าทุนในการพัฒนาประเทศ ทว่า แรงงานและทุนต้องทำงานควบคู่กันไป (Complementary goods) เหมือนรองเท้าต้องมีสองข้างถึงจะมีคุณค่า (การที่เรามีแรงงานมากแต่ปราศจากทุนก็เหมือนรัฐซื้อรองเท้าข้างซ้าย ๑๐๐ ข้าง แต่ซื้อรองเท้าข้างขวาเพียง ข้างเดียว ผลคือ ประโยชน์เกิดเท่ากับรัฐจ่ายเพื่อซื้อเพียงรองเท้า ๑ คู่เท่านั้น ที่เหลือคือการจ่ายไปโดยเปล่าประโยชน์) </p>
<p>                  อย่างไรก็ตามแต่ แม้จะรู้เช่นนี้ การแก้ปัญหาก็มิใช่เรื่องง่าย เพราะว่า แรงงานแต่ละคนมีเลือดเนื้อ มีชีวิต มีจิตใจ ดังนั้น เมื่อรัฐบาลติดตั้งแรงงานคนหนึ่งเข้าสู่ระบบการขับเคลื่อประเทศแล้ว ก็ใช่ว่าจะสามารถถอนออก ง่ายเหมือนเครื่องจักร ที่สำคัญ เครื่องจักรไม่มีคะแนนโทวตเลือกตั้ง ทว่า แรงงานโดยส่วนใหญ่มี!!! กล่าวโดยสรุปคือ หากรัฐไหนพยายามที่จะปรับสภาพสัดส่วนแรงงานกับทุน โดยการให้แรงงานที่มีผลิตภาพต่ำออกจากงาน รัฐบาลนั้น มักที่จะได้รับแรงเสียดทานอย่างหนัก และ สูญเสียความมั่นคงทางการเมือง จึงไม่มีรัฐบาลใดสามารถทำสำเร็จ</p>
<p>                   ทางออกสำหรับประเด็นปัญหานี้ จึงอยู่ที่ รัฐจะต้องค่อยๆปรับตัวโดยใช้เครื่องมือทางนโยบายต่างๆประกอบกัน อาทิ การเปิดช่องให้มีการเกษียณก่อนกำหนดอย่างเจาะจง [เลือกเฉพาะพนักงานที่มีผลิตภาพ-ความสามารถในการปฏิบัติงาน ต่ำ] (Selective early retirement), การจัดตั้งสถาบันเพื่อการวิจัยและพัฒนาขึ้นภายในหน่วยงานที่ต้องการใช้เทคโนโลยีที่มีความอ่อนไหวสูง เช่น หน่วยงานด้านวิทยาศาสตร์, พลังงาน, อาหาร และ การทหาร ตลอดจน สร้างระบบเพื่อการผลิตทรัพยากรบุคคลในสายพิเศษสำหรับเด็กความสามารถพิเศษและอัจฉริยะ เป็นต้น</p>
<p>                 ซึ่งข้อเสนอที่กล่าวมาทั้งหมดในข้างต้นนั้น แท้จริงก็คือ การเข้าไปลงทุนในระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานสำหรับการเจิญเติบโตทางด้านวิทยาศาสตร์ และ เทคโนโลยี นั่นเอง (โปรดสังเกตว่า การพัฒนาสัดส่วน &#8220;ทุน&#8221; ในการพัฒนาประเทศที่กล่าวถึงในบทความชิ้นนี้ มิใช่การนำเข้าเทคโนโลยี หรือ ซื้อเครื่องจักร แต่เป็นการลงทุนกับคน!ผ่านการศึกษา และ การสร้างบรรยากาศให้เกิดการแข่งขันที่จะผลิตองค์ความรู้ทั้งในเชิงวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์ และ เทคโนโลยีประยุกต์ ต่างหาก)</p>
<p>                  หากรัฐบาลดำเนินการเช่นนี้อย่างต่อเนื่องเชื่อว่า ในระยะเวลาไม่นาน (ซึ่งผมหมายถึงประมาณ ๑๐ ปีหลังจากที่รัฐเริ่มต้นตั้งลำและมุ่งไปในทิศทางที่ผมได้เสนอนี้อย่างจริงจัง) ประเทศไทยคงสามารถที่จะปรับตำแหน่งเชิงกลยุทธ์ในการพัฒนาประเทศเราจาก ประเทศที่ใช้แรงงานเข้มข้น (เหมือนรถม้า) มาเป็นประเทศที่ใช้ทุนเข้มข้น (รถยนตร์, ซึ่งแน่นอนว่าคนขับก็สำคัญ) ในระดับที่เหมาะสม ได้อย่างไม่ยากเย็นนัก</p>
<p>                   ประโยชน์จากการพัฒนาทุน โดยเฉพาะทุนมนุษย์ของตนเองมากขึ้น จะทำให้รัฐบาลมีประสิทธิภาพมากขึ้น กล่าวคือ มิใช่แค่รัฐบาลสามารลดการจ้างคนได้โดยที่งานยังมีคุณภาพเท่าเดิม แต่ตีความได้อีกว่า&#8230; ด้วยคนจำนวนเท่าเดิมรัฐสามารถทำงานได้มากขึ้น (ข้อสรุปนี้ตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่า รัฐบาลฉลาดมากพอจะเลือกเก็บคนที่มีผลิตภาพสูงไว้ และ ให้คนซึ่งมีผลิตภาพต่ำเกษียณอายุก่อนกำหนดได้อย่างแม่นยำ ไม่ใช่เอาคนเก่งออกเหลือแต่คนไม่เก่งไว้ในหน่วยงาน)</p>
<p>                     มากไปกว่านั้น การใช้ และ พัฒนาทุนภายในประเทศมากขึ้น ยังจะช่วยให้ภาคธุรกิจได้รับ ประโยชน์อย่างมาก อาทิ ในกรณีของประเทศญี่ปุ่นที่ สูญเสียความสามารถในการแข่งขันในภาคธุรกิจสิ่งทอไปแล้วเพราะต้นทุนแรงงานที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก โยเปรียบเทียบกับประเทศในภูมิภาค ก็กลับฟื้นคืน หรือ อย่างน้อยที่สุดประคองตัวไปได้ด้วยการพัฒนา อุตสาหกรรมสิ่งทอไปในทิศทางที่ใช้เทคโนโลยีและทุนเข้มข้นมากยิ่งขึ้น ที่เราเรียกว่า สิ่งทอเทคนิค (Technical textile) ซึ่งก็คือ บรรดาเสื่อผ้าที่มีคุณสมบัติพิเศษ เช่น การระบายอากาศได้ดีแต่สามารถกันน้ำได้ (เอาไปใช้กับวงการฟุตบอลโดยทำเป้นเสื้อนักเตะ) เป็นต้น</p>
<p>                     ท้ายสุดนี้อยากเรียนว่า ข้อเสนอในบทความชิ้นนี้ยังเป็นเพียงการเสนอใน &#8220;หลักการอย่างกว้าง&#8221; เท่านั้น โดยมิได้ระบุซึ่งเครื่องมือที่ชัดเจน หรือ ลงรายละเอียดในส่วนของวิธีการมากนัก (แน่นอนว่าในระดับการบริหารต้องถกกันอีกมากว่าจะดำเนินการอย่างไร) ทั้งนี้เพื่อที่จะเว้นช่องไฟ และ เปิดพื้นที่ความคิดเอาไว้ให้พวกเราช่วยกันใคร่ครวญในเบื้องต้นต้นเสียก่อนว่า จริงๆ แล้ว หลักการที่ผมนำเสนอมานี้เป้นที่ถูกต้องควรทำหรือไม่เสียก่อน หากเห็นพ้องจนเกิดฉันทะร่วมกันแล้ว เรื่องเครื่องมือนั้นไม่ยากเกินไปหรอกครับ ค่อยมาคิดทีหลังได้&#8230; ทุกท่านเห้นด้วยไหมครับ?</p>
<br />Posted in PUBLIC ECONOMICS  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/bankngam.wordpress.com/332/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/bankngam.wordpress.com/332/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/bankngam.wordpress.com/332/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/bankngam.wordpress.com/332/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/bankngam.wordpress.com/332/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/bankngam.wordpress.com/332/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/bankngam.wordpress.com/332/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/bankngam.wordpress.com/332/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/bankngam.wordpress.com/332/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/bankngam.wordpress.com/332/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/bankngam.wordpress.com/332/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/bankngam.wordpress.com/332/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/bankngam.wordpress.com/332/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/bankngam.wordpress.com/332/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=bankngam.wordpress.com&amp;blog=4518680&amp;post=332&amp;subd=bankngam&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://bankngam.wordpress.com/2009/09/28/%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%90%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2-%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%90%e0%b9%81%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/bfc1cdc200590395dbf88876cca5603c?s=96&#38;d=wavatar&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">bankngam</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>คาดการณ์เศรษฐกิจ แบบเศรษฐศาสตร์ชาวบ้าน</title>
		<link>http://bankngam.wordpress.com/2009/09/28/330/</link>
		<comments>http://bankngam.wordpress.com/2009/09/28/330/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 28 Sep 2009 12:50:19 +0000</pubDate>
		<dc:creator>bankngam</dc:creator>
				<category><![CDATA[DAIRY LIFE ECONOMICS]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://bankngam.wordpress.com/2009/09/28/330/</guid>
		<description><![CDATA[คาดการณ์เศรษฐกิจ แบบเศรษฐศาสตร์ชาวบ้าน             ระหว่างที่ ผมนั่งมองออกไปนอกกระจกในวันฝนพรำ ระหว่างที่พระอาทิตย์กำลังค่อยๆหัวทิ่มลงดิน ก็พลันนึกถึงคำถามพื้นฐานที่สุดประการหรึ่งขึ้นมาคือ&#8230; หากเราผ่านพ้นวิกฤติทางการเมืองในครั้งนี้ไปได้ เศรษฐกิจไทยจะเตบโตได้อย่างมั่นคงเพียงใด? ผมมานั่งๆคิอดูแล้ว ก็พอจะมีคำตอบ โดยไม่ต้องไปเปิดตัวเลขทางเศรษฐกิจมหภาคให้ยุ่งยากนักว่า           จากสายตา (สั้นๆ) ของผมแล้ว เศรษฐกิจไทยน่าที่จะเติบโตได้ไม่มีเสถียรภาพมากนัก ทั้งยังไม่น่าที่จะมีความยั่งยืน (ด้วยลำแข้งตนเอง) ได้ เหมือนใครๆเขา เพราะ ว่า เท่าที่ผมดูๆ ผ่านกระจกรถที่แน่นิ่งเพราะการจราจรเป็นอัมพาธอยู่ ณ ขณะนี้ ผมพบว่าเกินกว่าร้อยละ ๗๐ สิ่งปลูกสร้างที่กำลังถูกเรียงขึ้นไป และ รอวันจะอวดโฉมเป็นแท่งคอนกรีตตระหง่า ต่างก็เป็น คอนโดมีเนียม ไปเสียหมด&#8230; มันหมายความว่าอย่างไร? หมายความว่า การลงทุนโดยส่วนใหญ่ของประเทศไทย (อ๊ะๆ ผมไม่ได้พูดผิดหรอกครับ สำหรับสายตาผู้ดำเนินนโยบายแล้ว กรุงเทพ ก็คือประเทศไทยนั่นหละครับ) เป็นการลงทุนเพื่อรองรับการขยายตัวของการบริโภคทั้งสิ้น!!!           เราลองย้อนกลับมาดูหนังสือเรียน มัธยมของเรากันซักหน่อยครับ ว่ามูลค่าทางเศรษฐกิจประกอบไปด้วยกี่ส่วนเอ่ย? ๑. การบริโภค ๒. การลงทุน ๓. การใช้จ่ายภาครัฐ [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=bankngam.wordpress.com&amp;blog=4518680&amp;post=330&amp;subd=bankngam&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<h1>คาดการณ์เศรษฐกิจ แบบเศรษฐศาสตร์ชาวบ้าน</h1>
<p> </p>
<p>          ระหว่างที่ ผมนั่งมองออกไปนอกกระจกในวันฝนพรำ ระหว่างที่พระอาทิตย์กำลังค่อยๆหัวทิ่มลงดิน ก็พลันนึกถึงคำถามพื้นฐานที่สุดประการหรึ่งขึ้นมาคือ&#8230; หากเราผ่านพ้นวิกฤติทางการเมืองในครั้งนี้ไปได้ เศรษฐกิจไทยจะเตบโตได้อย่างมั่นคงเพียงใด? ผมมานั่งๆคิอดูแล้ว ก็พอจะมีคำตอบ โดยไม่ต้องไปเปิดตัวเลขทางเศรษฐกิจมหภาคให้ยุ่งยากนักว่า</p>
<p>          จากสายตา (สั้นๆ) ของผมแล้ว เศรษฐกิจไทยน่าที่จะเติบโตได้ไม่มีเสถียรภาพมากนัก ทั้งยังไม่น่าที่จะมีความยั่งยืน (ด้วยลำแข้งตนเอง) ได้ เหมือนใครๆเขา เพราะ ว่า เท่าที่ผมดูๆ ผ่านกระจกรถที่แน่นิ่งเพราะการจราจรเป็นอัมพาธอยู่ ณ ขณะนี้ ผมพบว่าเกินกว่าร้อยละ ๗๐ สิ่งปลูกสร้างที่กำลังถูกเรียงขึ้นไป และ รอวันจะอวดโฉมเป็นแท่งคอนกรีตตระหง่า ต่างก็เป็น คอนโดมีเนียม ไปเสียหมด&#8230; มันหมายความว่าอย่างไร? หมายความว่า การลงทุนโดยส่วนใหญ่ของประเทศไทย (อ๊ะๆ ผมไม่ได้พูดผิดหรอกครับ สำหรับสายตาผู้ดำเนินนโยบายแล้ว กรุงเทพ ก็คือประเทศไทยนั่นหละครับ) เป็นการลงทุนเพื่อรองรับการขยายตัวของการบริโภคทั้งสิ้น!!!</p>
<p>          เราลองย้อนกลับมาดูหนังสือเรียน มัธยมของเรากันซักหน่อยครับ ว่ามูลค่าทางเศรษฐกิจประกอบไปด้วยกี่ส่วนเอ่ย? ๑. การบริโภค ๒. การลงทุน ๓. การใช้จ่ายภาครัฐ และ ๔. การส่งออกสุทธิ, ทีนี้ ในเมื่อเรานำเงินที่มีในระบบเศรษฐกิจ กลับมาลงทุนในส่วนของการบริโภคเสียส่วนใหญ่ ไม่ได้เตรียมความพร้อมสำหรับรองรับ &#8220;การลงทุน&#8221; เพื่อ &#8220;การลงทุน&#8221;  ที่มากขึ้น อาทิ การก่อสร้างอาคารสำนักงาน, การทำระบบขนส่ง และ โครงข่าย Logistic ก็เท่ากับว่า ระบบเศรษฐกิจของไทยนั้นต้อง พึ่งพิงการบริโภคอย่างมาก</p>
<p>          แล้วการพึ่งพิงการบริโภค มากกว่า ภาคการลงทุน ก่อให้เกิดผลเสียอย่างไรนะหรือ&#8230;  </p>
<p>         (๑) การบริโภคนั้นมีความยืดหยุ่น อ่อนไหวในการเปลี่ยนแปลงมากกว่า การลงทุน อาทิ หากวันพรุ่งนี้การเมืองดูเหมือนจะไม่แน่นอน เราอาจทานข้าวลดลงได้ทันที ทว่า สำหรับการลงทุน โดยเฉพาะการลงทุนทางตรงแล้ว ไม่สามารถถอนทุนออกไปได้ในทันที ดังนั้น ระบบเศรษฐกิจที่พึ่งพิงการลงทุนมากกว่าการบริโภคจึงมีเสถียรภาพมากกว่า</p>
<p>          (๒) การบริโภคนั้น ไม่ได้ก่อให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ตามมาในระยะยาว เช่น ได้เงินวันนี้ เรานำไปทานข้าว มันก็ส่งผลให้พ่อค้าข้าวมีความมั่งคั่งมากขึ้นเท่านั้น ทว่า หากเรานำเงินไปลงทุนเช่น สร้างระบบสาธารณูปโภคที่ดี ทำให้มีโรงงานมาตั้ง เมื่อมีดรงงานมาตั้งมากๆ ธนาคารต่างชาติก็ต้องเข้ามาตั้งสาขาเพื่ออำนายความสะดวกให้แก่คนของประเทศตน เมื่อเป็นเช่นนั้น สำนักงานในเมืองก็มีความต้องการมากขึ้น การเกิดขึ้นของอาคารสำนักงานที่มากขึ้นก็ทำให้เกิดธุรกิจระดับเล็กลดหลั่นลงมาเป็นลำดับ (เหมือนที่เราเห็นรถเข็นขายผลไม้หน้าตึกกลางสาธร เป็นต้น) จึงอาจกล่าวได้ว่า การที่เราพบเห็นแต่การก่อสร้างคอนโดมีเนียม ซึ่งสะท้อนการลงทุนในภาคบริโภค (ที่อยู่อาศัย) นั้นเป็นการลงทุนในภาคที่ไม่มีผลิตภาพต่อระบบเศรษฐกิจ (Unproductive sector investment) นั่นเอง</p>
<p>          (๓) ข้อ ๑ และ ๒ นั้นอาจจะดูเป็นพฤติกรรมจำเพาะของการลงทุนโดยประชาชน ทว่าหากไปดูในรายละเอียด แล้ วจะพบว่าแม้กระทั่งรัฐบาลเอง ก็ยังมีสัดส่วนการใช้งบประมาณไปกับเรื่องของการบริโภค (ในรูปของเงินเดือนข้าราชการ) และงบอุดหนุนเสียส่วนใหญ่ มีงบลงทุนเพียง ร้อยละ ๑๑ เท่านั้น ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายอยู่ที่ร้อยละ ๒๕ ซึ่งโครงสร้างรายจ่ายของรัฐที่เป็นไปในลักษณะนี้ สะท้อนได้อย่างชัดเจนว่า รัฐบาลไทยเป็นรัฐที่บริหารแบบ แรงงานนำเทคโนโลยี (Labor intensive management) จึงไม่อาจคาดหวังที่จะเห้นนวัตกรรมทางนโยบาย หรือ การพัฒนาเทคโนโลยีการบริหารภาครัฐในแต่ละกระทรวงได้มากนัก</p>
<p>          จากข้อสังเกตทั้งสามประการที่ได้ยกมานี้ ชี้ชัดว่าในระยะยาวแล้ว ระบบเศรษฐกิจไทยคงสามารถเติบโตอย่างมีเสถียรภาพ และ ยั่งยืนได้ค่อนข้างยาก ดังนั้นทางออกที่ชัดเจน คงหนีไม่พ้น ต้องเปลี่ยนแปลงวิธีคิดในเรื่องของการลงทุน โดยทั้งภาครัฐบาล และ เอกชน ต้องสอดประสานความร่วมมือระหว่างกัน อาทิ ระหว่างนโยบาย และ การลงทุนที่เกิดขึ้นจริง จะต้องเป็นไปในทิศทางที่เอื้อให้เกิดการลงทุน ทั้งจากภายใน และ ภายนอกประเทศ โดยคำนึงถึงความคุ้มค่า, เป็นธรรม และ ประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจในระยะยาว เป็นต้น</p>
<p>            ท้ายสุดนี้ ผมหวังว่า ผมจะวิเคราะห์ ระบบเศรษฐกิจไทยพลาด เพราะหากเป็นจริงดังที่ผมได้กล่าวมานี้ เราคงเห้นระบบเศรษฐกิจไทย ลุ่มๆดอนๆไปอีกนานทีเดียวครับ</p>
<br />Posted in DAIRY LIFE ECONOMICS  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/bankngam.wordpress.com/330/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/bankngam.wordpress.com/330/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/bankngam.wordpress.com/330/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/bankngam.wordpress.com/330/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/bankngam.wordpress.com/330/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/bankngam.wordpress.com/330/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/bankngam.wordpress.com/330/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/bankngam.wordpress.com/330/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/bankngam.wordpress.com/330/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/bankngam.wordpress.com/330/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/bankngam.wordpress.com/330/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/bankngam.wordpress.com/330/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/bankngam.wordpress.com/330/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/bankngam.wordpress.com/330/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=bankngam.wordpress.com&amp;blog=4518680&amp;post=330&amp;subd=bankngam&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://bankngam.wordpress.com/2009/09/28/330/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/bfc1cdc200590395dbf88876cca5603c?s=96&#38;d=wavatar&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">bankngam</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>F Economics : แนวโน้มราคาทองคำ 2009</title>
		<link>http://bankngam.wordpress.com/2009/09/24/f-economics-%e0%b9%81%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b9%82%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%b3-2009/</link>
		<comments>http://bankngam.wordpress.com/2009/09/24/f-economics-%e0%b9%81%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b9%82%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%b3-2009/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 24 Sep 2009 11:36:59 +0000</pubDate>
		<dc:creator>MSi</dc:creator>
				<category><![CDATA[QUANTITATIVE ECONOMICS]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://bankngam.wordpress.com/?p=324</guid>
		<description><![CDATA[แนวโน้มราคาทองคำ     By Tiraphap Fakthong Freelance Educator and Quantitative Analyst (จาก นสพ ASTVผู้จัดการ ฉบับวันที่ 17 ก.ย.52)                   ทองคำจัดเป็นสินค้าที่นักทุนทั่วโลกให้ความสนใจมากที่สุดชนิดหนึ่งไม่แพ้น้ำมันหรือสินค้าเพื่อการลงทุนอื่น ๆ ยากที่ใครจะปฏิเสธได้ และสิ่งก็ยังเป็นสินค้าที่ทำให้นักลงทุนปวดหัวมากที่สุดไม่แพ้น้ำมัน นั้นคือ การผันผวนของราคาทองคำที่ยากที่จะคาดเดาได้ คำถามมากมายที่นักวิเคราะห์ต้องหาคำตอบอยู่ทุกวัน คือ จะเข้าและจะออกตอนไหน ที่เท่าไหร่บ้าง ซึ่งความเห็นก็มีไปต่าง ๆ นา ๆ ไม่เว้นแต่ละวัน ผมจะยกตัวอย่างข่าวให้ผู้อ่านได้เข้าใจ อย่างเช่นเมื่อวันที่ 11 กันยายน ที่ผ่านมา ราคาทองคำในตลาด COMEX ปิดอยู่เหนือระดับ 1000 ดอลล่าร์/ออนซ์  อันเนื่องมาจากค่าเงินดอลล่าร์อ่อนค่ากันติดต่อกันเป็นเวลานานตั้งแต่ปีที่แล้ว ส่งผลต่อการคาดการเงินเฟ้อของสหรัฐ ในช่วงที่ผ่านมา แต่ผ่านมาไม่กี่วัน วันที่ 15 กันยายน ราคาทองคำปิดที่ อยู่ระดับเหนือ 1000 ดอลล่าร์/ออนซ์ เหมือนเดิม แต่ร่วงลงจากเดิม [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=bankngam.wordpress.com&amp;blog=4518680&amp;post=324&amp;subd=bankngam&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<h1><img class="alignnone size-full wp-image-220" title="HD copy" src="http://bankngam.files.wordpress.com/2009/07/hd-copy4.jpg?w=490" alt="HD copy"   /></h1>
<h1>แนวโน้มราคาทองคำ  </h1>
<p> </p>
<p align="right">By Tiraphap Fakthong</p>
<p align="right">Freelance Educator and Quantitative Analyst</p>
<p align="right">(จาก นสพ ASTVผู้จัดการ ฉบับวันที่ 17 ก.ย.52)</p>
<p> </p>
<p>                ทองคำจัดเป็นสินค้าที่นักทุนทั่วโลกให้ความสนใจมากที่สุดชนิดหนึ่งไม่แพ้น้ำมันหรือสินค้าเพื่อการลงทุนอื่น ๆ ยากที่ใครจะปฏิเสธได้ และสิ่งก็ยังเป็นสินค้าที่ทำให้นักลงทุนปวดหัวมากที่สุดไม่แพ้น้ำมัน นั้นคือ การผันผวนของราคาทองคำที่ยากที่จะคาดเดาได้ คำถามมากมายที่นักวิเคราะห์ต้องหาคำตอบอยู่ทุกวัน คือ จะเข้าและจะออกตอนไหน ที่เท่าไหร่บ้าง ซึ่งความเห็นก็มีไปต่าง ๆ นา ๆ ไม่เว้นแต่ละวัน ผมจะยกตัวอย่างข่าวให้ผู้อ่านได้เข้าใจ อย่างเช่นเมื่อวันที่ 11 กันยายน ที่ผ่านมา ราคาทองคำในตลาด COMEX ปิดอยู่เหนือระดับ 1000 ดอลล่าร์/ออนซ์  อันเนื่องมาจากค่าเงินดอลล่าร์อ่อนค่ากันติดต่อกันเป็นเวลานานตั้งแต่ปีที่แล้ว ส่งผลต่อการคาดการเงินเฟ้อของสหรัฐ ในช่วงที่ผ่านมา แต่ผ่านมาไม่กี่วัน วันที่ 15 กันยายน ราคาทองคำปิดที่ อยู่ระดับเหนือ 1000 ดอลล่าร์/ออนซ์ เหมือนเดิม แต่ร่วงลงจากเดิม ประมาณ 5.30  ดอลล่าร์/ออนซ์ อันเนื่องมาจากค่าเงินดอลล่าร์ เริ่มแข็งค่าขึ้น อันเนื่องมาจากปัจจัยกดดันเรื่องความเสี่ยงของกรณีพิพาทระหว่างสหรัญกับจีน ทำให้ความต้องการเงินดอลล่าร์ของนักลงทุนเริ่มสูงขึ้น นักลงทุนคงจะสับสนว่าตกลงจะเอายังไงกันแน่ แต่ทุกอย่างนั้นไม่อยู่เหนือการคาดการณ์ทั้งหมดตามความเชื่อของผู้เขียน</p>
<p>                จะคาดการณ์เพื่อที่จะลงทุนอย่างไรนั้น ขึ้นอยู่กับว่าเรารู้หรือไม่ว่าอะไรที่สามารถนำมาใช้คาดการณ์หรือวิเคราะห์ได้บ้าง แล้วตัวแปรที่นำมาใช้อะไรบอกแนวโน้ม (Trend) อะไรบอกความผันผวน (Volatility) คล้าย ๆ กับหลักการคิดสมการของ Monte Carlo Simulation Method อย่างง่าย หรือหลักเศรษฐมิติ (Econometrics) พื้นฐานทั่วไป</p>
<p>               </p>
<p><strong> 1. </strong><strong>ตัวแปรแนวโน้ม (</strong><strong>Trend)</strong></p>
<p>                ตัวหลักที่สำคัญ คือ ปริมาณการต้องการซื้อทองเพื่อนำใช้งานจริงในอุตสาหกรรมต่าง ๆ หรือเพื่อเก็บไว้แต่ไม่ใช่เพื่อการเก็งกำไร อันเนื่องมาจากการขยายตัวของความต้องการในประเทศต่าง ๆ อาทิ จีน อินเดีย ซึ่งจัดได้ว่าเป็นผู้บริโภคทองคำทองรายใหญ่ของโลก ซึ่งการเข้ามาซื้อขายทองคำจะมาแบบเป็นลักษณะที่เรียกว่าวัฐจักร (Cyclic)  ลดลงในช่วงกลางปี และสูงขึ้นปลายปี เป็นรอบ ๆ ใน 1 ปี จากสถิติ โดยแรงซื้อขายเป็นไปตามปริมาณความต้องการและราคาในขณะนั้น ซึ่ง ในปัจจุบันจะเห็นได้ว่าเหมืองทองมีน้อยลงกว่าเดิมในขณะที่อุปสงค์มีมากขึ้นเรื่อย ๆ อย่างไม่สมดุลกัน ทำให้เราสามารถคาดการณ์แนวโน้มของราคาทองได้อย่างชัดเจนว่ามีแนวโน้มอยู่ลักษณะขาขึ้นในระยะยาว (Long Run) สำหรับนักลงทุนระยะยาวคงสบาย ๆ กับแนวโน้มแบบนี้ การเข้าซื้อทองสามารถทำได้เรื่อย ๆ ตามราคาที่ยอมรับได้ในขณะนั้น หรือ จะตามวัฐจักรก็ได้</p>
<p>                ประเด็นถัดมาสำหรับนักลงทุนระยะสั้น คือ ก่อนที่จะราคาไปถึงจุด ๆ ที่อยู่สูงกว่าเดิมในอนาคตได้นั้นต้องหกล้ม ล้มลุกคลุกคลานกันขนาดไหน</p>
<p> </p>
<p><strong>2.  </strong><strong>ตัวแปรผันผวน </strong><strong>(Volatility)</strong></p>
<p>              ตัวแปรที่สำคัญในกลุ่มนี้มีมากมาย แต่จะขอยกที่สำคัญและเราสามารถหาข้อมูลได้ง่าย อาทิ เช่น ค่าเงินดอลล่าร์สหรัฐฯ ราคาน้ำมันในตลาดโลก อัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก เสถียรภาพทางการเมือง กรณีพิพาททางการค้าในตลาดสำคัญ ๆ การเข้าซื้อและเทขายของกลุ่มลงทุนที่เป็นสถาบัน และกลุ่มทุนเก็งกำไร ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยที่จะส่งผลต่อการผันผวนของราคาทองคำในระยะสั้น ๆ อย่างใกล้ชิดที่สุด และตัวแปรเหล่านี้ล้วนเป็นตัวแปรที่สามรถส่งผลกระทบไปยังตัวอื่น ๆ กันเองได้ และเป็นไปได้ว่าอาจจะไม่ส่งผลกระทบกันเองก็ได้ อาทิ เช่น การดำเนินนโยบายการเงินจะส่งผลต่อการคาดการณ์เงินเฟ้อในสหรัฐ ฯ ซึ่งจากงานวิจัยของ World Gold Council (2006) ระบุไว้ชัดเจนว่า ราคาทองคำมีความสัมพันธ์ในทางเดียวกันอย่างแนบแน่นกับอัตราเงินเฟ้อในสหรัฐ ฯ เป็นต้น     ผมขอเรียกตัวแปรเหล่านี้ว่า ความเสี่ยง (Risk)</p>
<p> </p>
<p><strong>วิเคราะห์เศรษฐกิจโลกและแนวโน้มราคาทองคำโดยสรุป</strong><strong> </strong></p>
<p><strong> </strong></p>
<p>      การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก จากการคาดการณ์ของหลาย ๆ สำนักเห็นพ้องไปในทิศทางเดียวกัน คือ เศรษฐกิจอาจฟื้นตัวขึ้นในปีหน้า อันเนื่องมาจากการขยายตัวของการบริโภคและการลงทุนในญี่ปุ่น จีน และประเทศยักษ์ใหญ่บางประเทศในยุโรป ซึ่งแม้ว่าสัดส่วนการว่างงานยังคงสูงอยู่  (Unemployment Rate)   แต่ผู้เขียนมองว่าตัวแปรที่ส่งสัญญาณได้ดีกว่า คือ จำนวน Jobless Claims หรือผู้มาติดต่อขอรับสวัสดิการจากการเลิกจ้างในสหรัฐฯ มีจำนวนลดลง ซึ่งเก็บข้อมูลเป็นรายสัปดาห์ จากการเก็บข้อมูลของ Bloomberg ใน 3 เดือนล่าสุด แม้ว่าจะอยู่ในระดับสูงก็ตาม</p>
<p>       โดยที่ข้อมูลนี้มีลักษณะเป็น Leading indicator แต่ข้อมูลการว่างงานเป็น Lag indicator  อีกทั้งดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่เริ่มปรับตัวสูงขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 70.2 จากเดิม 65.7 ในเดือนสิงหาคม และการคงอัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำ ทำให้การคาดการณ์การฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ ฯ คาดว่าอาจจะฟื้นตัวอย่างช้า ๆ ในต้นปีหน้า ส่วนแนวโน้มค่าเงินดอลล่าร์อาจจะอ่อนค่าลงในปลายปีนี้อีก อันเนื่องมากจากกลุ่มประเทศคู่ค้าสำคัญในทวีปอื่น ๆ เช่น เยอรมันนี และฝรั่งเศส ที่มีการฟื้นตัวของเศรษฐกิจเกินความคาดหมาย ซึ่งนักลงทุนมีแนวโน้มโยกย้ายเงินไปสู่สกุลเงินอื่น ๆ เพื่อการลงทุนที่ปรับตัวสอดคล้องกับภาวะการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ซึ่งจะกลายเป็นแรงกดดันให้เงินดอลล่าร์อาจอ่อนค่าลงอีกในปลายปีนี้ ทำให้คาดการณ์เงินเฟ้อของสหรัฐ ฯ อาจขยายตัวขึ้นอีกจนถึงปลายปีนี้ กอรปกับการวิตกกังวลของการอ่อนตัวของความต้องการทางด้านพลังงานทำให้ราคาน้ำมันเริ่มมีแนวโน้มที่จะทรงตัวอยู่ในระดับปัจจุบันในช่วงปลายปีนี้</p>
<p>      ทั้งหมดเป็นปัจจัยบวกที่จะส่งผลให้ราคาทองปรับตัวสูงขึ้นอีกจนถึงปลายปีนี้ แต่อาจมีช่วงที่เงินดอลล่าร์แข็งค่าเป็นระยะสั้น ๆ ทำให้นักลงทุนสามารถเข้าซื้อทองได้ภายในปีนี้ โดยแนะนำให้จับตาข่าวเรื่องกรณีพิพาททางการค้าระหว่างสหรัฐ ฯ และจีน รวมถึงนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ ฯ และทางโอเปคให้ดี</p>
<br />Posted in QUANTITATIVE ECONOMICS  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/bankngam.wordpress.com/324/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/bankngam.wordpress.com/324/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/bankngam.wordpress.com/324/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/bankngam.wordpress.com/324/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/bankngam.wordpress.com/324/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/bankngam.wordpress.com/324/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/bankngam.wordpress.com/324/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/bankngam.wordpress.com/324/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/bankngam.wordpress.com/324/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/bankngam.wordpress.com/324/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/bankngam.wordpress.com/324/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/bankngam.wordpress.com/324/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/bankngam.wordpress.com/324/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/bankngam.wordpress.com/324/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=bankngam.wordpress.com&amp;blog=4518680&amp;post=324&amp;subd=bankngam&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://bankngam.wordpress.com/2009/09/24/f-economics-%e0%b9%81%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b9%82%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%b3-2009/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
	
		<media:content url="http://0.gravatar.com/avatar/49b9aa44b33a0ce94248abe6bb31563f?s=96&#38;d=wavatar&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">MSi</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://bankngam.files.wordpress.com/2009/07/hd-copy4.jpg" medium="image">
			<media:title type="html">HD copy</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>เรื่องหวาน ๆ ที่ไม่หวานของน้ำตาล</title>
		<link>http://bankngam.wordpress.com/2009/08/31/312/</link>
		<comments>http://bankngam.wordpress.com/2009/08/31/312/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 31 Aug 2009 11:09:16 +0000</pubDate>
		<dc:creator>MSi</dc:creator>
				<category><![CDATA[PUBLIC ECONOMICS]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://bankngam.wordpress.com/?p=312</guid>
		<description><![CDATA[  เรื่องหวาน ๆ ที่ไม่หวานของน้ำตาล   By Tiraphap Fakthong Freelance Educator and Quantitative Analyst              สถานการณ์ปัจจุบันของราคาน้ำตาลที่มีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรงในปี 2552  กำลังกลายเป็นประเด็นร้อนที่หลาย ๆ ประเทศกำลังจับตามอง รวมไปถึงกลุ่มนักลงทุนเก็งกำไรในตลาดค้าสินค้าเกษตรล่วงหน้า ซึ่งราคาน้ำตาลนั้นตอนนี้แตะที่ระดับประมาณ 17 บาท ต่อ กิโลกรัม ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ เกือบ ๆ 30 ปี หากมองในมุมมองของนักลงทุนพื้นหรือนักเศรษฐศาตร์ เรื่องนี้เป็นเรื่องทำธรรมดาที่จะมีการผันผวนอย่างรุนแรงของราคาสินค้าเกษตร อันเนื่องมาจากการมีอุปทานน้ำตาลไม่เพียงพอกับอุปสงค์ ดังที่องค์การน้ำตาลระหว่างประเทศได้มีการคาดการณ์ว่า ในปี 2552 ปริมาณน้ำตาลจะอยู่ในสถาวะขาดดุล หรือ ไม่เพียงพอต่อความต้องการประมาณ 9.35 ล้านตัน อันเนื่องมาจากการการผลิตที่หดตัวของประเทศผลิตน้ำตาลยักษ์ใหญ่ของโลก อาทิ อินเดีย บราซิล และจีน เป็นต้น   สาเหตุของการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำตาล                    เหตุผลหลักที่ผลักดันราคาน้ำตาลโลกให้สูงขึ้น คือ การที่ประเทศผลิตน้ำตาลรายใหญ่ประสบปัญหาการผลิตน้ำตาลโดยไม่สามารถผลิตให้เพียงพอกับความต้องการน้ำตาลที่เพิ่มขึ้นขึ้นทุก [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=bankngam.wordpress.com&amp;blog=4518680&amp;post=312&amp;subd=bankngam&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://bankngam.files.wordpress.com/2009/07/hd-copy4.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-220" title="HD copy" src="http://bankngam.files.wordpress.com/2009/07/hd-copy4.jpg?w=490" alt="HD copy"   /></a></p>
<p> </p>
<h1>เรื่องหวาน ๆ ที่ไม่หวานของน้ำตาล</h1>
<p align="right"> </p>
<p align="right">By Tiraphap Fakthong</p>
<p align="right">Freelance Educator and Quantitative Analyst</p>
<p align="right"> </p>
<p>           สถานการณ์ปัจจุบันของราคาน้ำตาลที่มีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรงในปี 2552  กำลังกลายเป็นประเด็นร้อนที่หลาย ๆ ประเทศกำลังจับตามอง รวมไปถึงกลุ่มนักลงทุนเก็งกำไรในตลาดค้าสินค้าเกษตรล่วงหน้า ซึ่งราคาน้ำตาลนั้นตอนนี้แตะที่ระดับประมาณ 17 บาท ต่อ กิโลกรัม ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ เกือบ ๆ 30 ปี หากมองในมุมมองของนักลงทุนพื้นหรือนักเศรษฐศาตร์ เรื่องนี้เป็นเรื่องทำธรรมดาที่จะมีการผันผวนอย่างรุนแรงของราคาสินค้าเกษตร อันเนื่องมาจากการมีอุปทานน้ำตาลไม่เพียงพอกับอุปสงค์ ดังที่องค์การน้ำตาลระหว่างประเทศได้มีการคาดการณ์ว่า ในปี 2552 ปริมาณน้ำตาลจะอยู่ในสถาวะขาดดุล หรือ ไม่เพียงพอต่อความต้องการประมาณ 9.35 ล้านตัน อันเนื่องมาจากการการผลิตที่หดตัวของประเทศผลิตน้ำตาลยักษ์ใหญ่ของโลก อาทิ อินเดีย บราซิล และจีน เป็นต้น</p>
<p> </p>
<p><strong>สาเหตุของการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำตาล</strong><strong> </strong></p>
<p> </p>
<p>                เหตุผลหลักที่ผลักดันราคาน้ำตาลโลกให้สูงขึ้น คือ การที่ประเทศผลิตน้ำตาลรายใหญ่ประสบปัญหาการผลิตน้ำตาลโดยไม่สามารถผลิตให้เพียงพอกับความต้องการน้ำตาลที่เพิ่มขึ้นขึ้นทุก ๆ ปีของโลกได้ อันเนื่องมาจากภัยธรรมชาติที่มาแบบเหนือความคาดหมาย ยกตัวอย่าง อินเดียซึ่งเป็นเป็นเทศที่เคยผลิตอ้อยเพื่อส่งออกรายใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกต้องประสบความแห้งแล้งรุนแรงในหลายพื้นที่การผลิต อีกทั้งอินเดียยังเป็นผู้บริโภคน้ำตาลรายใหญ่ของโลก จึงส่งผลให้เกิดการขาดแคลนน้ำตาลอย่างหนักในอินเดีย ในขณะที่บราซิลประสบปัญหาน้ำท่วมและฝนตกหนักในหลายพื้นที่เช่นเดียวกับจีนทำให้อุปทานของน้ำตาลในตลาดโลกลดลงเป็นอย่างมาก ในขณะที่ทางรอยเตอร์ได้คาดการณ์อุปสงค์ต่อน้ำตาลในจีนยังคงขยายตัว 7 % จนถึงปีหน้า นอกเหนือจากนั้นการผลิตน้ำตาลในกลุ่ม EU ก็ยังลดลงตามด้วย</p>
<p> </p>
<p><strong>ย้อนกลับมาดูประเทศไทย ใครได้ประโยชน์ ใครเสียประโยชน์ </strong><strong>?</strong></p>
<p> </p>
<p>                ผู้ที่มีแนวโน้มจะได้ประโยชน์จากราคาน้ำตาลที่สูงขึ้นเห็นได้ชัดว่าจะเป็นกลุ่มบริษัทผู้ผลิตและส่งออกน้ำตาลในประเทศไทย ซึ่งผมมองว่าน่าจะได้กำไรจากการส่งออกน้ำตาลที่สูงขึ้นจนถึงสิ้นปีนี้ อาจส่งผลให้เกิดการซื้อหุ้นเก็งกำไรของกลุ่มน้ำตาลในช่วงสั้น ๆ ของปีนี้ นอกจากนั้นอาจจะส่งผลต่อราคาสินค้าโภคภัณฑ์ให้ปรับตัวสูงขึ้นด้วย ในส่วนของผู้บริโภคอาจกลายเป็นผู้ที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดในระบบ อันเนื่องมาจากการต้องจ่ายเงินแพงขึ้นในการบริโภคน้ำตาล ซึ่งแม้ว่ารัฐบาลจะกำหนดราคาขั้นต่ำในการขาย แต่ปัญหาเรื่องตลาดมืด และแนวโน้มการขาดแคลนน้ำตาลเพื่อการบริโภคในประเทศยังคงเป็นสิ่งที่ไม่สามารถมองข้ามได้ในขณะนี้สำหรับผู้ดำเนินนโยบาย</p>
<p> </p>
<p><strong>อีกมุมหนึ่งของแนวทางการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับประเทศไทย</strong><strong> </strong></p>
<p><strong> </strong></p>
<p>                อันเนื่องมาจากแนวโน้มของราคาน้ำตาลในตลาดสูงขึ้น ต้นทุนค่าขนส่งที่ลดลงและกอรปกับค่าเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นนับแต่ปี 2544 เป็นปัจจัยหนุนปัจจัยหนึ่งที่เอื้อต่อการส่งออกของน้ำตาล ซึ่งเป็นสินค้าขาดตลาดอยู่ในขณะนี้ ผู้เขียนมองว่าภาระกิจหลักของผู้ดำเนินนโยบายควรที่จะเน้นการควบคุมปริมาณการผลิตและการบริโภคน้ำตาลภายในประเทศให้มีเสถียรภาพก่อนจะไปพูดกันถึงด้านการควบคุมราคา โดยควรจะจับตามองไปที่ปริมาณการส่งออกน้ำตาลของกลุ่มบริษัทที่ผลิตน้ำตาลเพื่อการส่งออก รวมไปถึงการแก้ปัญหาการกักตุนสินค้า และการจัดการกับตลาดมืดซึ่งเป็นศัตรูตัวฉกาจของนโยบายการกำหนดราคาขั้นต่ำของรัฐ จากนั้นจึงค่อยปรับราคาขั้นต่ำให้สมเหตุสมผลกับราคาตลาดโลก เพราะราคาน้ำตาลถูกกำหนดมากจากตลาดโลก ซึ่งอาจสูงขึ้นหรือลดลงอย่างรวดเร็ว ในขณะที่เราอาจจะเจอสถานการณ์สวนทางหรือเป็นไปในทางเดียวกันก็ได้ เราเรียกเหตุการณ์นี้ว่าเป็นปัจจัยภายนอกที่ยากยิ่งต่อการควบคุม แต่ปัจจัยที่เราสามารถควบคุมได้ คือ ปริมาณของอุปทานน้ำตาลในประเทศ</p>
<p>             ผู้เขียนยังมองอีกว่า จากแรงจูงใจทางด้านราคาในช่วงนี้อาจส่งผลในระยะยาว หากมีการผลิตหรือกักตุนน้ำตาลมากจนเกินไปก็อาจทำให้ผู้ประกอบการขาดทุนในปีหน้า เนื่องจากอาจเกิดปัญหาราคาตกต่ำของน้ำตาลของตลาดโลกในปีหน้า จากการที่ผู้ผลิตหลายรายเร่งการผลิตจนมากเกินความจำเป็น  ดังนั้นการควบคุมตลาดภายในประเทศให้มีประสิทธิภาพต่อการดำเนินนโยบายของรัฐ และการรักษาสมดุลการผลิตและบริโภคน้ำตาลในประเทศ ไม่ให้เกิดการขาดแคลนของน้ำตาลในประเทศ จึงเป็นเรื่องหลักเรื่องแรกที่ผู้ดำเนินนโยบายระดับประเทศไม่ควรมองข้าม จากนั้นจึงค่อยมาพูดกันเรื่องว่าจะปรับราคาขั้นต่ำให้เป็นเท่าไหร่ ไม่เช่นนั้นเรื่องหวาน ๆ ของน้ำตาลอาจกลายเป็นเรื่องขม ๆ ระดับประเทศก็เป็นได้   </p>
<p align="right"> </p>
<br />Posted in PUBLIC ECONOMICS  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/bankngam.wordpress.com/312/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/bankngam.wordpress.com/312/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/bankngam.wordpress.com/312/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/bankngam.wordpress.com/312/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/bankngam.wordpress.com/312/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/bankngam.wordpress.com/312/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/bankngam.wordpress.com/312/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/bankngam.wordpress.com/312/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/bankngam.wordpress.com/312/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/bankngam.wordpress.com/312/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/bankngam.wordpress.com/312/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/bankngam.wordpress.com/312/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/bankngam.wordpress.com/312/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/bankngam.wordpress.com/312/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=bankngam.wordpress.com&amp;blog=4518680&amp;post=312&amp;subd=bankngam&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://bankngam.wordpress.com/2009/08/31/312/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
	
		<media:content url="http://0.gravatar.com/avatar/49b9aa44b33a0ce94248abe6bb31563f?s=96&#38;d=wavatar&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">MSi</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://bankngam.files.wordpress.com/2009/07/hd-copy4.jpg" medium="image">
			<media:title type="html">HD copy</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>F Economics : ความเสี่ยงทางการเงิน</title>
		<link>http://bankngam.wordpress.com/2009/08/20/f-economics-%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%87%e0%b8%b4%e0%b8%99/</link>
		<comments>http://bankngam.wordpress.com/2009/08/20/f-economics-%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%87%e0%b8%b4%e0%b8%99/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 20 Aug 2009 10:51:26 +0000</pubDate>
		<dc:creator>MSi</dc:creator>
				<category><![CDATA[QUANTITATIVE ECONOMICS]]></category>
		<category><![CDATA[ความเสี่ยง]]></category>
		<category><![CDATA[ความเสี่ยงด้านการปฏิบัติการ]]></category>
		<category><![CDATA[ความเสี่ยงด้านเครดิต]]></category>
		<category><![CDATA[ความเสี่ยงตลาด]]></category>
		<category><![CDATA[ความไม่แน่นอน]]></category>
		<category><![CDATA[เงิน]]></category>
		<category><![CDATA[Credit Rosk]]></category>
		<category><![CDATA[Financial Risk]]></category>
		<category><![CDATA[Frank H Knight]]></category>
		<category><![CDATA[Market Risk]]></category>
		<category><![CDATA[Operational Risk]]></category>
		<category><![CDATA[Risk]]></category>
		<category><![CDATA[Uncertainty]]></category>
		<category><![CDATA[value]]></category>
		<category><![CDATA[value of decision]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://bankngam.wordpress.com/?p=282</guid>
		<description><![CDATA[  ความเสี่ยงทางการเงิน (Financial Risks)   By Tiraphap Fakthong Freelance Educator and Quantitative Analyst (จาก นสพ ASTVผู้จัดการ ฉบับวันที่ 20 ส.ค.52)                    ตลาดการเงินในปัจจุบัน การลงทุนสำหรับนักลงทุนในบ้านเราคงไม่อาจที่จะปฏิเสธการเข้าไปจัดการบริหารความเสี่ยงในการลงทุนที่มีมากมายและถาโถมเข้ามาเช่นเดียวกับการขยายตัวของโลกกาภิวัฒน์ของระบบทุนนิยม นักลงทุนสามารถติดต่อกับนักลงทุนอื่น ๆ ทั่วโลกได้ง่ายขึ้น ด้วยเหตุนี้การกระทำของคน ๆ เดียว หรือ กลุ่ม ๆ เดียวจึงไม่อาจสามารถทำให้เป็นเรื่องเฉพาะของเขาเหล่านั้นได้อีกต่อไป อาทิ การไหลเข้าออกของเงินทุนของกลุ่มทุน การลงทุนซึ้อหุ้นหรือพันธบัตร การดำเนินนโยบายทางการเงินการคลังของรัฐบาลทั้งในและเทศ การกระทำของนักลงทุนกลุ่มหนึ่ง ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อนักลงทุนคนอื่น ๆ  หรือการกระทำธุรกรรมของเราเองที่ไม่อาจทราบผลที่แน่นอน สิ่งที่ไหลเข้ามานอกจากโอกาสทางการเงินที่เปิดกว้างแล้วยังรวมไปถึงการขยายตัวของโอกาสในการรับรู้ความเสี่ยงและความไม่แน่นอนอีกด้วย (Risk and Uncertainty) ซึ่งสิ่งเหล่านี้อาจจะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยจนถึงมหาศาลของผลตอบแทนที่ได้รับจริงต่อผลตอบแทนที่เราคาดหวังก่อนการลงทุน เช่น ท่านรู้ได้อย่างไรว่าในปีหน้าหุ้นที่ท่านซื้อไว้ราคาจะเป็นเท่าที่นักวิเคราะห์หลายท่านบอกเอาไว้ ในขณะที่ราคาน้ำมันยังคงผันผวน การก่อหนี้ที่เพิ่มขึ้นของรัฐบาลที่อาจส่งผลต่ออัตราดอกเบี้ยระยะยาว รวมไปถึงเสถียรภาพทางการเมืองยังคงต้องใช้เวลาในการปรับตัว ยังคงเป็นตัวแปรที่เราไม่สามารถควบคุมได้ นักลงทุนหลายท่านจึงมีเป้าหมายในการพยายามปรับตัวเพื่อให้สามารถจัดการบริหารกับความเสี่ยงให้ดีขึ้น ดังนั้นก้าวแรกที่สำคัญคือ [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=bankngam.wordpress.com&amp;blog=4518680&amp;post=282&amp;subd=bankngam&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://bankngam.files.wordpress.com/2009/07/hd-copy4.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-220" title="HD copy" src="http://bankngam.files.wordpress.com/2009/07/hd-copy4.jpg?w=490" alt="HD copy"   /></a></p>
<p><strong> </strong></p>
<h1>ความเสี่ยงทางการเงิน (Financial Risks)</h1>
<p align="right"> </p>
<p align="right">By Tiraphap Fakthong</p>
<p align="right">Freelance Educator and Quantitative Analyst</p>
<p align="right">(จาก นสพ ASTVผู้จัดการ ฉบับวันที่ 20 ส.ค.52)</p>
<p align="right"> </p>
<p>                 ตลาดการเงินในปัจจุบัน การลงทุนสำหรับนักลงทุนในบ้านเราคงไม่อาจที่จะปฏิเสธการเข้าไปจัดการบริหารความเสี่ยงในการลงทุนที่มีมากมายและถาโถมเข้ามาเช่นเดียวกับการขยายตัวของโลกกาภิวัฒน์ของระบบทุนนิยม นักลงทุนสามารถติดต่อกับนักลงทุนอื่น ๆ ทั่วโลกได้ง่ายขึ้น ด้วยเหตุนี้การกระทำของคน ๆ เดียว หรือ กลุ่ม ๆ เดียวจึงไม่อาจสามารถทำให้เป็นเรื่องเฉพาะของเขาเหล่านั้นได้อีกต่อไป อาทิ การไหลเข้าออกของเงินทุนของกลุ่มทุน การลงทุนซึ้อหุ้นหรือพันธบัตร การดำเนินนโยบายทางการเงินการคลังของรัฐบาลทั้งในและเทศ การกระทำของนักลงทุนกลุ่มหนึ่ง ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อนักลงทุนคนอื่น ๆ  หรือการกระทำธุรกรรมของเราเองที่ไม่อาจทราบผลที่แน่นอน สิ่งที่ไหลเข้ามานอกจากโอกาสทางการเงินที่เปิดกว้างแล้วยังรวมไปถึงการขยายตัวของโอกาสในการรับรู้ความเสี่ยงและความไม่แน่นอนอีกด้วย (Risk and Uncertainty) ซึ่งสิ่งเหล่านี้อาจจะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยจนถึงมหาศาลของผลตอบแทนที่ได้รับจริงต่อผลตอบแทนที่เราคาดหวังก่อนการลงทุน เช่น ท่านรู้ได้อย่างไรว่าในปีหน้าหุ้นที่ท่านซื้อไว้ราคาจะเป็นเท่าที่นักวิเคราะห์หลายท่านบอกเอาไว้ ในขณะที่ราคาน้ำมันยังคงผันผวน การก่อหนี้ที่เพิ่มขึ้นของรัฐบาลที่อาจส่งผลต่ออัตราดอกเบี้ยระยะยาว รวมไปถึงเสถียรภาพทางการเมืองยังคงต้องใช้เวลาในการปรับตัว ยังคงเป็นตัวแปรที่เราไม่สามารถควบคุมได้ นักลงทุนหลายท่านจึงมีเป้าหมายในการพยายามปรับตัวเพื่อให้สามารถจัดการบริหารกับความเสี่ยงให้ดีขึ้น ดังนั้นก้าวแรกที่สำคัญคือ การทำความเข้าใจความแตกต่างระหว่างความเสี่ยงและความไม่แน่นอน และประเภทของความเสี่ยงทางการเงินก่อน</p>
<p> </p>
<p><em>ความเสี่ยงและความไม่แน่นอนแตกต่างกันอย่างไร </em><em>?</em></p>
<p> </p>
<p>                ในปี 1921 นักเศรษฐศาสตร์ Frank H Knight ได้อธิบายความแตกต่างระหว่างความเสี่ยงและความไม่แน่นอนไว้</p>
<p> </p>
<p><em>                 “Uncertainty must be taken in a sense radically distinct from the familiar notion of Risk, from which it has never been properly separated &#8230; The essential fact is that &#8220;risk&#8221; means in some cases a quantity susceptible of measurement, while at other times it is something distinctly not of this character; and there are far-reaching and crucial differences in the bearings of the phenomenon depending on which of the two is really present and operating. &#8230; It will appear that a measurable uncertainty, or &#8220;risk&#8221; proper, as we shall use the term, is so far different from an unmeasurable one that it is not in effect an uncertainty at all. We &#8230; accordingly restrict the term &#8220;uncertainty&#8221; to cases of the non-quantitive type.”</em><em> </em></p>
<p> </p>
<p>                   สามารถอธิบายให้เข้าใจง่าย ๆ ด้วยการยกตัวอย่าง การชกมวย  ซึ่งนักมวยทั้งสองฝ่ายจะได้รับทราบถึงกฎกติกาอย่างละเอียดก่อนการชก ดังนั้นสิ่งที่เขาจะทำคือ กำหนดกลยุทธ์ในการชกเพื่อเอาชนะอีกฝั่งให้ได้ เช่น ถ้าเราเดินแบบนี้แล้วเขาจะเดินแบบไหน เป็นต้น หากอีกฝั่งสามารถกำหนดกลวิธีที่เหนือกว่าเพราะเป็นนักมวยที่เก่งกว่าแล้วสามารถชกเอาชนะไปได้เราเรียกกรณีเช่นนี้ว่า <strong>ความเสี่ยง</strong> เช่นเดียวกับสิ่งที่เกิดขึ้นในการลงทุนในปัจจุบัน</p>
<p>                  หากเราเปลี่ยนใหม่ โดยที่ไม่บอกว่ากฎกติกาการชกจะเป็นแบบอย่างไรให้ทั่งสองฝ่ายทราบ และจะลงโทษผู้ที่ทำผิดกติกาแบบสุ่มด้วย ท่านลองคิดดูว่าผลจะเป็นอย่างไร สิ่งนี้เราเรียกว่า <strong>ความไม่แน่นอน</strong></p>
<p><strong>                    ดังนั้น ความแตกต่างของความเสี่ยงและความไม่แน่นอนคือ การวัดได้ (Measurable) ความเสี่ยงนั้นวัดได้แต่ความไม่แน่นอนนั้นวัดไม่ได้</strong></p>
<p> </p>
<p><em>ความเสี่ยงทางการเงิน </em><em>(Financial Risk)</em></p>
<p>               </p>
<p>                เราสามารถแบ่งความเสี่ยงทางการเงินได้ออกเป็น 3 ประเภท<a href="http://bankngam.wordpress.com/wp-admin/#_ftn1">[1]</a> คือ</p>
<p> </p>
<ol>
<li><strong>ความเสี่ยงตลาด </strong><strong>(Market Risk)</strong> เป็นความเสี่ยงของการที่จะเสีย โดยราคาหรือการเปลี่ยนแปลงของราคา ซึ่งเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยในตลาดโลกหรืออื่น ๆ การผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน การดำเนินนโยบายใช้จ่ายของรัฐบาล การผันผวนของราคาสินค้าอุปโภคบริโภคภายในและนอกประเทศ ซึ่งเหล่านี้ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของอุปสงค์และอุปทานการลงทุนในตลาดการเงิน ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของมูลค่าการลงทุน อาทิ การใช้จ่ายเพิ่มขึ้นและการก่อหนี้ของภาครัฐ ส่งผลให้ความเสี่ยงการลงทุนภายในประเทศเพิ่มขึ้น อัตราผลตอบแทนคาดการณ์ในระยะยาวจึงมีแนวโน้มสูงขึ้น อาจส่งผลให้ราคาของหุ้นหรือค่าเงินในปัจจุบันกับอนาคตมีความแตกต่างกันมาก </li>
<li><strong>ความเสี่ยงด้านเครดิต </strong><strong>(Credit Risk) </strong>เป็นความเสี่ยงที่จะสูญเสีย อันเนื่องมาจากการไม่กระทำตามสัญญาของคู่สัญญาอีกฝั่ง ซึ่งอาจเป็นได้ทั้งการเต็มใจและไม่เต็มใจที่จะไม่ทำ เช่น การผิดนัดชำระหนี้ การผิดนัดการแลกเปลี่ยนสินค้า การได้ผลตอบแทนไม่ครบตามที่สัญญาไว้ในหุ้นกู้ เป็นต้น ซึ่งเราสามารถลดความเสี่ยงในด้านนี้ได้โดยการลงทุนผ่านตลาดที่มีตัวกลาง เช่น ตลาดหุ้น หรือ ฟิวเจอร์ เป็นต้น ซึ่งในเมืองไทยยังต้องการการพัฒนาตลาดที่เป็นทางเลือกอื่น ๆ ในการลงทุนอีกมาก<strong> </strong><strong> </strong></li>
<li><strong>ความเสี่ยงด้านการปฏิบัติการ (</strong><strong>Operational Risk) </strong>เป็นความเสี่ยงที่เกิดขึ้นได้อยู่ตลอดเวลา อันเนื่องมาจากการปฏิบัติการที่ผิดพลาดหรือไม่เหมาะสม ที่มาจากคทั้งคนหรือองกรค์ หรือจากเหตุการณ์ภายนอก เช่น การทำสัญญาทางการเงินที่ผิดพลาด การทำผิดกฎหมายโดยไม่ตั้งใจหรือตั้งใจของบริษัทที่เราซื้อหุ้น การไม่ทำตามนโยบายการลงทุนของกองทุนรวมที่เรามีหน่วยลงทุนอยู่ เป็นต้น การติดตามและเฝ้าระวังนโยบายของบริษัทอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้สามารถกำหนดกลยุทธ์การลงทุนให้เหมาะสมได้ยิ่งขึ้น  <strong> </strong></li>
</ol>
<p> </p>
<p>               ดังที่ได้กล่าวไว้โดยสังเขปข้างต้น การเรียนรู้ที่จะปรับตัวเพื่อรับมือกับความเสี่ยงที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเป็นสิ่งที่สำคัญมากต่อนักลงทุน ตลาดการเงินของประเทศไทยในอนาคตผู้เขียนคาดการณ์ว่าการคำนวณหรือการคาดการณ์ผลตอบแทนจากการลงทุนอาจจะกลายเป็นเรื่องพื้น ๆ เรื่องหนึ่งในการตัดสินใจลงทุน แต่การบริหารจัดการความเสี่ยงจะมีบทบาทสำคัญเป็นอย่างมาก ซึ่งจะกลายเป็นตัวกำหนดทิศทางของการพัฒนาตลาดการเงินในประเทศไทยเลยทีเดียว</p>
<p> </p>
<hr size="1" /><a href="http://bankngam.wordpress.com/wp-admin/#_ftnref1">[1]</a> Philipe Jorion, <span style="text-decoration:underline;">Financial Risk Manager (Fourth Edition)</span>, Wiley ,2007.</p>
<br />Posted in QUANTITATIVE ECONOMICS  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/bankngam.wordpress.com/282/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/bankngam.wordpress.com/282/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/bankngam.wordpress.com/282/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/bankngam.wordpress.com/282/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/bankngam.wordpress.com/282/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/bankngam.wordpress.com/282/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/bankngam.wordpress.com/282/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/bankngam.wordpress.com/282/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/bankngam.wordpress.com/282/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/bankngam.wordpress.com/282/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/bankngam.wordpress.com/282/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/bankngam.wordpress.com/282/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/bankngam.wordpress.com/282/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/bankngam.wordpress.com/282/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=bankngam.wordpress.com&amp;blog=4518680&amp;post=282&amp;subd=bankngam&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://bankngam.wordpress.com/2009/08/20/f-economics-%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%87%e0%b8%b4%e0%b8%99/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://0.gravatar.com/avatar/49b9aa44b33a0ce94248abe6bb31563f?s=96&#38;d=wavatar&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">MSi</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://bankngam.files.wordpress.com/2009/07/hd-copy4.jpg" medium="image">
			<media:title type="html">HD copy</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>การจัดการด้านบุคลการทางการศึกษา (1)</title>
		<link>http://bankngam.wordpress.com/2009/08/06/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%9a%e0%b8%b8%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%97%e0%b8%b2/</link>
		<comments>http://bankngam.wordpress.com/2009/08/06/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%9a%e0%b8%b8%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%97%e0%b8%b2/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 06 Aug 2009 07:26:56 +0000</pubDate>
		<dc:creator>bankngam</dc:creator>
				<category><![CDATA[DAIRY LIFE ECONOMICS]]></category>
		<category><![CDATA[การรับอาจารย์]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[ครู]]></category>
		<category><![CDATA[ตรี]]></category>
		<category><![CDATA[ปริญญา]]></category>
		<category><![CDATA[อาจารย์]]></category>
		<category><![CDATA[เอก]]></category>
		<category><![CDATA[โท]]></category>
		<category><![CDATA[education]]></category>
		<category><![CDATA[HR]]></category>
		<category><![CDATA[human capital]]></category>
		<category><![CDATA[private good]]></category>
		<category><![CDATA[public good]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://bankngam.wordpress.com/?p=277</guid>
		<description><![CDATA[ข้อเสนอแนะต่อการจัดการศึกษาในระดับอุดมศึกษาของไทย: ว่าด้วยเรื่อง การจัดการด้านบุคลการทางการศึกษา (1)                   ประเด็นการจัดการศึกษาที่มีประสิทธิภาพนั้น บางคนอาจจะมองเป็นเรื่องซึ่งไม่ใช่ปัญหาพื้นฐาน ทว่า ในมุมมองทางด้านเศรษฐศาสตร์ โดยเฉพาะทฤษฎีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสมัยใหม่ (New Growth theory model) แล้ว การจัดการศึกษาที่มีคุณภาพเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว ทั้งนี้เพราะ การจัดการศึกษาในระดับอุดมศึกษาอย่างไร้ประสิทธิภาพนั้น มิได้เพียงเปล่าประโยชน์ในแง่ที่ไม่สามารถทำให้นักศึกษา “เก่ง” ขึ้นได้แล้ว นั่นยังหมายถึง การที่รัฐบาลจ่ายเงินอุดหนุนการศึกษาแบบเปล่าเปลี้ยเสียของ (ซึ่งหากนำเงินก้อนเดียวกันไปลงทุนด้านอื่นประเทศจะดีขึ้นกว่านี้) และ ยังทำให้การผลิตของระบบเศรษฐกิจลดลงด้วยเช่นเดียวกัน[1]                 ดังนั้น การทบทวนอย่างเข้าใจใคร่ครวญ ในประเด็นการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยจึงเป็นประเด็นที่น่าจะมีการวิจัยเชิงนโยบายอย่างจริงจัง โดยเฉพาะในมุมมองของ นิสิตนักศึกษาเอง เพื่อสะท้อนถึงข้อประเด็นปัญหา เสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนา ตลอดจนแก้ไขปัญหาของประเทศในระดับโครงสร้างต่อไป   ปัญหาของระบบการศึกษาไทยในมุมมองผู้เรียน(Thai educational problems)   ปัจจุบัน หากผมเข้าใจไม่ผิด เกณฑ์การประเมินคุณภาพมหาวิทยาลัย (KPI: Key Performance Indicators) สำคัญประการหนึ่ง ซึ่งยึดถือเป็นการทั่วไป (โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยชื่อดังทั้งหลาย) คือ เรื่องของการมีบุคลากรทางการศึกษาที่จบปริญญาเอก ประเด็นนี้ในทัศนะของผมแล้วเป็นประเด็นที่มีปัญหาอย่างยิ่งครับ กล่าวคือ [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=bankngam.wordpress.com&amp;blog=4518680&amp;post=277&amp;subd=bankngam&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ข้อเสนอแนะต่อการจัดการศึกษาในระดับอุดมศึกษาของไทย: ว่าด้วยเรื่อง การจัดการด้านบุคลการทางการศึกษา (1)</p>
<p> </p>
<p>                ประเด็นการจัดการศึกษาที่มีประสิทธิภาพนั้น บางคนอาจจะมองเป็นเรื่องซึ่งไม่ใช่ปัญหาพื้นฐาน ทว่า ในมุมมองทางด้านเศรษฐศาสตร์ โดยเฉพาะทฤษฎีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสมัยใหม่ (New Growth theory model) แล้ว การจัดการศึกษาที่มีคุณภาพเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว ทั้งนี้เพราะ การจัดการศึกษาในระดับอุดมศึกษาอย่างไร้ประสิทธิภาพนั้น มิได้เพียงเปล่าประโยชน์ในแง่ที่ไม่สามารถทำให้นักศึกษา “เก่ง” ขึ้นได้แล้ว นั่นยังหมายถึง การที่รัฐบาลจ่ายเงินอุดหนุนการศึกษาแบบเปล่าเปลี้ยเสียของ (ซึ่งหากนำเงินก้อนเดียวกันไปลงทุนด้านอื่นประเทศจะดีขึ้นกว่านี้) และ ยังทำให้การผลิตของระบบเศรษฐกิจลดลงด้วยเช่นเดียวกัน<a href="http://bankngam.wordpress.com/wp-admin/#_ftn1">[1]</a></p>
<p>                ดังนั้น การทบทวนอย่างเข้าใจใคร่ครวญ ในประเด็นการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยจึงเป็นประเด็นที่น่าจะมีการวิจัยเชิงนโยบายอย่างจริงจัง โดยเฉพาะในมุมมองของ นิสิตนักศึกษาเอง เพื่อสะท้อนถึงข้อประเด็นปัญหา เสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนา ตลอดจนแก้ไขปัญหาของประเทศในระดับโครงสร้างต่อไป</p>
<p> </p>
<p><em><strong>ปัญหาของระบบการศึกษาไทยในมุมมองผู้เรียน(Thai educational problems)</strong></em></p>
<p> </p>
<p>ปัจจุบัน หากผมเข้าใจไม่ผิด เกณฑ์การประเมินคุณภาพมหาวิทยาลัย (KPI: Key Performance Indicators) สำคัญประการหนึ่ง ซึ่งยึดถือเป็นการทั่วไป (โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยชื่อดังทั้งหลาย) คือ เรื่องของการมีบุคลากรทางการศึกษาที่จบปริญญาเอก ประเด็นนี้ในทัศนะของผมแล้วเป็นประเด็นที่มีปัญหาอย่างยิ่งครับ กล่าวคือ มหาวิทยาลัยต่างๆเท่าที่ผมสัมผัสมา มักที่จะไป Shopping อาจารย์ที่จบปริญญาเอกเรียบร้อยแล้ว มากกว่าที่จะรับวุฒิปริญญาตรี หรือ โทเข้ามา แล้วค่อยส่งไปเรียนต่อในระดับปริญญาเอก, โดยส่วนตัวแล้วผมเห็นว่าการรับนิสิตนักศึกษาที่จบปริญญาตรี-โทเข้ามาเป็นอาจารย์มีข้อดีมากกว่า ปริญญาเอกดังต่อไปนี้ครับ</p>
<p> </p>
<p>๑) คนที่จบปริญญายิ่งสูง ความห่างระหว่างผลตอบแทน (Benefits gap) การเป็นอาจารย์ กับ ผลตอบแทนทางภาคธุรกิจ ยิ่งห่างมากขึ้น ดังนั้น คนจบปริญญาเอก กลุ่มที่เก่งที่สุด หรือ เป็นผู้มีความสามารถพิเศษจริงๆ จะถูกทุ่มราคาเพื่อดึงไปทำงานในภาคเอกชนก่อน ทำให้สุดท้ายเราจะได้บุคลากรที่เป็นอาจารย์เป็นปริญญาเอกที่เก่งระดับปานกลาง มาเป็นอาจารย์แทน<a href="http://bankngam.wordpress.com/wp-admin/#_ftn2">[2]</a> ในทางกลับกัน หากเรารับนิสิต นักศึกษาที่เก่งๆ เข้ามาเป็นอาจารย์ในขณะที่ส่วนต่างของผมตอบแทนยังไม่มาก (ป.ตรี-โท) โอกาสจะได้คนเก่งย่อมสูงขึ้นเป็นลำดับ เพราะ คนเก่งที่มีนิสัยเลี่ยงความเสี่ยง (Risk aversion) จะยินดีเป็นอาจารย์เพื่อความมั่นคง มากกว่าที่จะเลือกไปลงทุนเรียนต่อแล้วต้องเผชิญกับความไม่แน่นอน<a href="http://bankngam.wordpress.com/wp-admin/#_ftn3">[3]</a></p>
<p> </p>
<p>๒) การรับนิสิตที่จบตรี-โท ของตนเอง เข้ามาเป็นอาจารย์ จะช่วยเพิ่มสารสนเทศ และ ลดความเสี่ยงในการเลือกคนผิด ไปได้มาก ทั้งนี้เพราะ การที่เราได้รู้จัก และ เรียนรู้ถึงลักษณะการทำงาน ฯลฯ ระหว่างศิษย์ และ อาจารย์ เป็นระยะเวลา 4 ปี (ป.ตรี) ถึง 6 ปี (ป.โท) ย่อมช่วยให้เราทราบถึงความสามารถในการถ่ายทอดความรู้ (ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่สำคัญที่สุดของการเป็นอาจารย์<a href="http://bankngam.wordpress.com/wp-admin/#_ftn4">[4]</a>) ได้อย่างมาก</p>
<p> </p>
<p>๓) การร่วมลงทุน ในทุนมนุษย์ (Joint venture in human capital) ด้วยการรับนิสิต-นักศึกษา ปริญญาตรี หรือ โท เข้ามาเป็นอาจารย์ และ ส่งไปเรียนต่อในต่างประเทศโดยมหาวิทยาลัย หรือ คณะ ช่วยเหลือในการแบกรับต้นทุนบางส่วน จะช่วยทำให้ความรู้ซึ่งเป็นสินค้าส่วนตัว (Private goods) กลายเป็นสินค้าสาธารณะ (public goods) อย่างน้อยก็ในแง่ความคาดหวัง/มุมมองผู้ลงทุน (ตัวมหาวิทยาลัย หรือ คณะเอง) ทั้งนี้ ผู้ที่ได้รับการช่วยเหลือดังกล่าวก็จะรู้สึกผูกพันกับองค์กร และ น่าที่จะกลับมาเป็นอาจารย์ด้วยความรู้สึกที่มากกว่า “ลูกจ้าง” กับ “นายจ้าง”<a href="http://bankngam.wordpress.com/wp-admin/#_ftn5">[5]</a></p>
<p> </p>
<p>แน่นอนว่า, แม้ว่า การรับอาจารย์ โดยเลือกจากคนที่จบปริญญาเอก, จบมหาวิทยาลัยต่างประเทศ จะยังประโยชน์หลายประการด้วยกัน อาทิ ได้เทคนิควิธีทางวิชาการ และ มุมมองที่ใหม่ หรือ แตกต่างไปจากบุคลากรของคณะ ซึ่งช่วยให้ คณะหรือมหาวิทยาลัยเกิดการพัฒนา หรือ เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ อย่างไรก็ตามแต่ ผมยังคิดว่า ประโยชน์ดังกล่าวน่าที่จะไม่สามารถชดเชย ข้อดีในการรับนิสิต นักศึกษาปริญญาตรี และ โท จากมหาวิทยาลัยของตนเองดังที่ผมได้อธิบายไว้ในข้างต้น ไปได้</p>
<p> </p>
<hr size="1" /><a href="http://bankngam.wordpress.com/wp-admin/#_ftnref1">[1]</a> การเข้าสู่ระบบการศึกษาทำให้กำลังแรงงานของระบบเศรษฐกิจลดลง ส่งผลให้ผลิตผลที่ผลิตได้ของระบบเศรษฐกิจจึงลดลงด้วย (ดังนั้น การศึกษาต้องสร้างให้คนเก่งขึ้น อย่างน้อยก็ต้องเพียงพอที่จะชดเชยแรงงานที่หายไประหว่างการศึกษาต่อได้) จึงจะสมเหตุสมผลที่จะเรียนต่อ</p>
<p><a href="http://bankngam.wordpress.com/wp-admin/#_ftnref2">[2]</a> แน่นอนว่า ในความเป็นจริง ยังมีคนที่เก่งจริงๆ และ มี “อุดมการณ์ อยากที่จะมาเป็นอาจารย์” ยอมทิ้งเงินเดือนสูงลิ่วในภาคเอกชนเข้ามาเป็นอาจารย์อยู่เช่นเดียวกัน ซึ่งหมายความว่า ไม่ใช่คนเป็นอาจารย์ทุกคนจะไม่เก่งนะครับ เป็นคนละเรื่องกัน</p>
<p><a href="http://bankngam.wordpress.com/wp-admin/#_ftnref3">[3]</a> อาทิ จะจบมาแล้วมีงานทำไหม? อย่างไร?</p>
<p><a href="http://bankngam.wordpress.com/wp-admin/#_ftnref4">[4]</a> หากเก่งแต่ถ่ายทอดไม่เป็นไปทำวิจัยอย่างเดียว ในฐานะ “นักวิจัยเต็มเวลา” ดีกว่าไหม?</p>
<p><a href="http://bankngam.wordpress.com/wp-admin/#_ftnref5">[5]</a> เป็นเรื่องที่ดูไม่เป็นธรรมเท่าไหร่ หากเราพยายามเรียกร้อง อาจารย์มหาวิทยาลัยให้ทำเพื่อสาธารณะในขณะที่รัฐ/มหาวิทยาลัย/คณะ ไม่คิดลงทุนร่วมกันกับเขาเลย ในเวลาที่เขาต้องการทุนการศึกษา แต่พอจบกลับมา ดันเรียกร้องให้ช่วยสังคม ช่วยสอนหนังสือ ช่วยสารพัด</p>
<br />Posted in DAIRY LIFE ECONOMICS  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/bankngam.wordpress.com/277/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/bankngam.wordpress.com/277/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/bankngam.wordpress.com/277/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/bankngam.wordpress.com/277/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/bankngam.wordpress.com/277/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/bankngam.wordpress.com/277/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/bankngam.wordpress.com/277/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/bankngam.wordpress.com/277/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/bankngam.wordpress.com/277/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/bankngam.wordpress.com/277/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/bankngam.wordpress.com/277/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/bankngam.wordpress.com/277/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/bankngam.wordpress.com/277/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/bankngam.wordpress.com/277/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=bankngam.wordpress.com&amp;blog=4518680&amp;post=277&amp;subd=bankngam&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://bankngam.wordpress.com/2009/08/06/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%9a%e0%b8%b8%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%97%e0%b8%b2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/bfc1cdc200590395dbf88876cca5603c?s=96&#38;d=wavatar&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">bankngam</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>P Economics: ข้อเสนอกรรมการสมานฉันท์ ในมุมมองนักเศรษฐศาสตร์</title>
		<link>http://bankngam.wordpress.com/2009/07/25/p-economics-%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%89%e0%b8%b1/</link>
		<comments>http://bankngam.wordpress.com/2009/07/25/p-economics-%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%89%e0%b8%b1/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 25 Jul 2009 17:58:36 +0000</pubDate>
		<dc:creator>bankngam</dc:creator>
				<category><![CDATA[POLITICAL ECONOMY]]></category>
		<category><![CDATA[กฎหมาย]]></category>
		<category><![CDATA[รัฐธรร]]></category>
		<category><![CDATA[รัฐบาล]]></category>
		<category><![CDATA[รัฐบาลประชาธิปัตย์]]></category>
		<category><![CDATA[สมานฉันท์]]></category>
		<category><![CDATA[อำนาจ]]></category>
		<category><![CDATA[อำนาจนิติบัญญัติ]]></category>
		<category><![CDATA[อำนาจบริหาร]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐศาสตร์การเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[แก้รัฐธรรมนูญ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://bankngam.wordpress.com/?p=275</guid>
		<description><![CDATA[ข้อเสนอกรรมการสมานฉันท์ ในมุมมองนักเศรษฐศาสตร์ สืบเนื่องจากการเกิดความแตกแยกแปลกร้าวในวิธีคิดทางการเมือง จนกลายมาเป็นการปะทะกันอย่างรุนแรงระหว่างมวลชนที่มีเฉดสีทางการเมืองแตกต่างกัน  ฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน และ วุฒิสมาชิก จึงได้ลงความเห้นร่วมกันที่จะใช้กลไกทางรัฐสภาเพื่อยุติ หรือ อย่างน้อยที่สุดคือ การบรรเทาเกลาทอนปัญหาให้คลี่คลายลงเป้นลำดับด้วยวิถีทางรัฐสภา ซึ่งประกอบไปด้วยส่วนสำคัญสองส่วนคือ ๑. การเปิดอภิปรายในสภา (ซึ่งล้มเหลวโดยสิ้นเชิง ในแง่ที่ว่า การอภิปรายดังกล่าวเป็นการ &#8220;หาเรื่อง&#8221; กันในสภาไม่ใช่การหาทางออกตามวัตถุประสงค์ดังที่ได้กล่าวไว้ต่อสาธารณชน) และ ๒. คือการตั้งกรรมการสมานฉันท์ขึ้นมาเพื่อศึกษาหาทางคลี่คลายปัญหา (ซึ่งเป็นผลพวงมาจากการอภิปรายที่ไม่ได้เรื่องข้างต้น นั่นเอง) มาจรบวันนี้ คณะกรรมการได้นำเสนอประเด็นทางออกสัมหรับสังคมไทยเป้นแผนระยะสั้นและยาวคือ&#8230; นะยะสั้นให้แก้รัฐธรรมนูญ ๖ ข้อ และ ระยะยาวให้ตั้งสสร.๓ เพื่อแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ!!! ในเบื้องต้นโดยยังไม่ต้องลงไปคลุกวงในกับเนื้อหารายมาตราที่จะต้องแก้ไข ผมคิดว่า สังคมไทยต้องการ  &#8220;เครื่องมือ&#8221;เยียวยา และ สร้างสมานฉันท์กันมากไปกว่าเรื่องของ &#8220;กฎหมาย&#8221; นะครับ ด้วยความเคารพ, ผมไม่ได้มีเจตนาที่จะตำหนิทุกท่านที่มีส่วนร่วมกับการได้มาซึ่งข้อสรุปข้างต้น  แต่อยากให้ท่านมองเป็นอีกเสียงหนึ่งซึ่งหวังดี และ มุ่งหมายจะเห็นประเทศดีขึ้นเป็นลำดับเช่นเดียวกัน ผมคิดว่า กรรมการสมานฉันท์ น่าที่จะนำเสนอชุดทางออกสำหรับสังคมในส่วนอื่นด้วย เพื่อที่จะคลายแรงตึงผิวทางการเมือง(มันต้องมีอะไรมากไปกว่าเรื่องกฎหมายซิน่า) และต้องไม่เป็นคำใหญ่ๆที่ฟังดูดี แต่ต้องเป้นแผนปฏิบัติการที่มีรายละเอียดพอสมควร ซึ่งคงต้องยอมรับว่า ให้ผมคิดเร็วๆ และ [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=bankngam.wordpress.com&amp;blog=4518680&amp;post=275&amp;subd=bankngam&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="font:12px Thonburi;margin:0;"><strong><em>ข้อเสนอกรรมการสมานฉันท์ ในมุมมองนักเศรษฐศาสตร์</em></strong></p>
<p style="font:12px Thonburi;min-height:17px;margin:0;">
<p style="font:12px Thonburi;margin:0;"><span style="white-space:pre;"> </span>สืบเนื่องจากการเกิดความแตกแยกแปลกร้าวในวิธีคิดทางการเมือง จนกลายมาเป็นการปะทะกันอย่างรุนแรงระหว่างมวลชนที่มีเฉดสีทางการเมืองแตกต่างกัน  ฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน และ วุฒิสมาชิก จึงได้ลงความเห้นร่วมกันที่จะใช้กลไกทางรัฐสภาเพื่อยุติ หรือ อย่างน้อยที่สุดคือ การบรรเทาเกลาทอนปัญหาให้คลี่คลายลงเป้นลำดับด้วยวิถีทางรัฐสภา ซึ่งประกอบไปด้วยส่วนสำคัญสองส่วนคือ ๑. การเปิดอภิปรายในสภา (ซึ่งล้มเหลวโดยสิ้นเชิง ในแง่ที่ว่า การอภิปรายดังกล่าวเป็นการ &#8220;หาเรื่อง&#8221; กันในสภาไม่ใช่การหาทางออกตามวัตถุประสงค์ดังที่ได้กล่าวไว้ต่อสาธารณชน) และ ๒. คือการตั้งกรรมการสมานฉันท์ขึ้นมาเพื่อศึกษาหาทางคลี่คลายปัญหา (ซึ่งเป็นผลพวงมาจากการอภิปรายที่ไม่ได้เรื่องข้างต้น นั่นเอง)</p>
<p style="font:12px Thonburi;margin:0;"><span style="white-space:pre;"> </span>มาจรบวันนี้ คณะกรรมการได้นำเสนอประเด็นทางออกสัมหรับสังคมไทยเป้นแผนระยะสั้นและยาวคือ&#8230; นะยะสั้นให้แก้รัฐธรรมนูญ ๖ ข้อ และ ระยะยาวให้ตั้งสสร.๓ เพื่อแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ!!! ในเบื้องต้นโดยยังไม่ต้องลงไปคลุกวงในกับเนื้อหารายมาตราที่จะต้องแก้ไข ผมคิดว่า สังคมไทยต้องการ  &#8220;เครื่องมือ&#8221;เยียวยา และ สร้างสมานฉันท์กันมากไปกว่าเรื่องของ &#8220;กฎหมาย&#8221; นะครับ</p>
<p style="font:12px Thonburi;margin:0;">
<p style="font:12px Thonburi;margin:0;"><span style="white-space:pre;"><span id="more-275"></span></span><span style="white-space:pre;"> </span></p>
<p style="font:12px Thonburi;margin:0;">
<p style="font:12px Thonburi;margin:0;"><span style="white-space:pre;"> </span>ด้วยความเคารพ, ผมไม่ได้มีเจตนาที่จะตำหนิทุกท่านที่มีส่วนร่วมกับการได้มาซึ่งข้อสรุปข้างต้น  แต่อยากให้ท่านมองเป็นอีกเสียงหนึ่งซึ่งหวังดี และ มุ่งหมายจะเห็นประเทศดีขึ้นเป็นลำดับเช่นเดียวกัน ผมคิดว่า กรรมการสมานฉันท์ น่าที่จะนำเสนอชุดทางออกสำหรับสังคมในส่วนอื่นด้วย เพื่อที่จะคลายแรงตึงผิวทางการเมือง(มันต้องมีอะไรมากไปกว่าเรื่องกฎหมายซิน่า) และต้องไม่เป็นคำใหญ่ๆที่ฟังดูดี แต่ต้องเป้นแผนปฏิบัติการที่มีรายละเอียดพอสมควร ซึ่งคงต้องยอมรับว่า ให้ผมคิดเร็วๆ และ ถ่ายทอดผ่านบทความนี้ก็ไม่อยากจะทำเท่าไรนัก เนื่องจาก เป็นเรื่องที่อ่อนไหวเกินกว่าจะทำเพียงหยาบลวก แบบกะๆเอาได้</p>
<p style="font:12px Thonburi;margin:0;"><span style="white-space:pre;"> <!--more--></span></p>
<p style="font:12px Thonburi;margin:0;">
<p style="font:12px Thonburi;margin:0;">ทั้งนี้ เมื่อเราลงมาดูในรายละเอียดของข้อเสนอระยะสั้น ผมมีข้อคิดเห็น ในทุททองแบบนักเศรษฐศาสตร์ดังต่อไปนี้ครับ<span style="white-space:pre;"> </span>มาตรา ๒๓๗, คณะกรรมการฯ เสนอว่าให้ยกเลิกการยุบพรรค และ เพิกถอนสิทธิ์กรรมการบริหารพรรคการเมืองเสีย คงไว้เพียงการเพิกถอนสิทธิ์ผู้กระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งเท่านั้น&#8230; หากจะว่าไป มาตรานี้ได้รับการอภิปรายกันอย่างกว้างขวางมาอย่างหนักจนเรียกได้ว่าเป้นมาตราที่ช้ำที่สุดในบรรดามาตราต่างๆของรัฐธรรมนูญปัจจุบันก็ว่าได้ โดยส่วนตัวแล้ว ผมได้ยืนยัดชัดเจนอยู่หลายต่อหลายครั้งว่า การยุบพรรคอาจไม่ใช่ทางออกที่ดีนัก หากเรามองพรรคการเมืองเป็น กลุ่มก้อนของอุดมการณ์บางอย่างที่มาประชุมรวมกันโดยมีทุนเป็นต้วเชื่อม เพราะการยุบพรรคไม่ได้กระทบต่อปัจจัยทั้งสองประการอย่างมาก (เว้นแต่พรรคเก่าแก่จะกระทบเยอะหน่อย เพราะทุนสะสมอยู่ในตัว &#8220;ตราสินค้า&#8221; หรือ ชื่อพรรค มากกว่าทุนที่เป็นตัวเงิน)</p>
<p style="font:12px Thonburi;margin:0;">
<p style="font:12px Thonburi;margin:0;"><span style="white-space:pre;"><!--more--></span></p>
<p style="font:12px Thonburi;margin:0;">
<p style="font:12px Thonburi;margin:0;"><span style="white-space:pre;"> </span>ในขณะที่การเพิกถอนสิทธิ์ทางการเมืองของกรรมการบริหารพรรค เนื่องด้วยลูกพรรคกระทำผิดนั้นย่อมดูจะเป้นเรื่องที่เกินเลยมากไปทั้งในแง่หลักการ เพราะการจะสร้างให้เกิดการตรวจสอบกันเองภายในพรรคการเมืองนั้น น่าที่จะกระทำผ่านการ  &#8220;สร้างแรงจูงใจ&#8221; มากกว่า &#8220;ทำโทษ&#8221; ลองนึกดูซิครับ หากตำรวจต้องการสร้างชุมชนเข้มแข็ง เลยออกนโยบายบ้านข้างๆบ้านใครโดนโจรขึ้นบ้านแล้วไม่ช่วยสอดส่องป้องกัน บ้านหลังนั้นต้องโดยปรับด้วย!!! คุณจะคิดว่ามันเป้นธรรม หรือ? ดังนั้นในเบื้องต้น กับข้อเสนอแรกของคณะกรรมการฯ ผมค่อนข้างเห้นด้วยนะครับ</p>
<p style="font:12px Thonburi;margin:0;">
<p style="font:12px Thonburi;margin:0;"><span style="white-space:pre;"><!--more--></span></p>
<p style="font:12px Thonburi;margin:0;">
<p style="font:12px Thonburi;margin:0;"><span style="white-space:pre;"> </span>ทว่า, หากเรามองย้อนกลับไป แม้ว่ากฎหมายจะดูไม่สมเหตุสมผลอย่างไรก็ตาม มันก็ยังมีประโยชน์ในฐานะเครื่องสะท้องข้อเท็จจริงบางอย่างของระบบการเมืองไทยออกมา กล่าวคือ การที่มีหลายพรรคการเมืองได้รับผลกระทบถึงขั้นยุบพรรคการเมือง อันเนื่องมาจากมาตร ๒๓๗ นั้นสะท้อนให้เห็นว่า พรรคการเมืองนั้นมักมีสายตาสั้น (Myopia)  เพราะรู้ทั้งรู้ว่าการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองจะส่งผลลบสุงมาก ก็ยังเสี่ยงที่จะทำโดยมุ่งหวังผลตอบแทนระยะสั้นจากการเข้าสู่ต่ำแหน่งทางการเมือง ในอีกแง่หนึ่งก้ยังบอกอีกว่า (หากหัวหน้าพรรคไม่ได้รู้เห้นเป้นใจต่อการกระทำผิดเหล่านั้นจริงๆ) ระบบการถ่ายเทสารสนเทศในพรรคการเมืองเหล่านั้นย่อมมีปัญหาอย่างแน่นอน ลูกพรรคจึงแอบไปทำผิดกฎหมายเลือกตั้งได้โดยกรรมการบริหารพรรคไม่ทราบ โดยทั้งสองประการที่ได้กล่าวมานี้ล้วนแสดงถึงการขาดประสิทธิภาพในการบริหารงานในระดับพรรคการเมืองของไทยทั้งสิ้น (แล้วจะบริหารประเทศได้ไหมเนี้ย!!!)</p>
<p style="font:12px Thonburi;margin:0;">
<p style="font:12px Thonburi;margin:0;"><span style="white-space:pre;"><!--more--></span></p>
<p style="font:12px Thonburi;margin:0;">
<p style="font:12px Thonburi;margin:0;"><span style="white-space:pre;"> </span>มาตรา ๒๖๕, สมาชิกสภาผุ้แทนราษฎรสามารถดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้&#8230; มาตรนี้ยิ่งทำให้ผมรู้สึกสงสัยในประเด็นพื้นฐานที่สุดซึ่งเด็กมัธยมทั่วประเทศคงสงสัยเช่นเดียวกันคือ แล้วแบบนี้รัฐสภาก็เป็นเพียงสถานที่โชว์ปาหี่ระหว่างคนกลุ่มเดียวกันที่มาชงมุขตบมุขกันเองหรือไม่? ทั้งนี้เพราะ ตามหลักการแบ่งอำนาจ และ ถ่วงดุลตรวจสอบนั้น ฝ่ายนิติบัญญัติไม่ควรไปถือครองอำนาจฝ่ายบริหาร  เพราะหากฝ่ายนิติบัญญัติไปถือครองอำนาจบริหารแล้ว ฝ่ายนิติบัญญัติย่อมไม่มีแรงจุงใจจะตรวจสอบตนเอง (หรือพวกของตนเอง) ซึ่งดำรงตำแหน่งอยุ่ในขณะนั้น และนั่นจะเป้นสาเหตุหลักสำคัญที่นำมาซึ่งความล้มเหลวของระบบถ่วงดุลตรวจสอบอย่างแน่นอนที่สุด (ทุกวันนี้ยังเลวร้ายไม่พออีกหรือ?)</p>
<p style="font:12px Thonburi;margin:0;"><span style="white-space:pre;"> <!--more--></span></p>
<p style="font:12px Thonburi;margin:0;">
<p style="font:12px Thonburi;margin:0;">โดยการยืนกรานทำนองเดียวกัน ผมย่อมไมีท่าทีไม่เห้นด้วยกับมาตรา ๒๖๖ ซึ่งเสนอให้สส. สว. สามารถแก้ไขความเดือดร้อนของประชาชนผ่านส่วนราชการได้ (ซึ่งผมเข้าใจในที่นี้ว่า น่าจะหมายถึงการเข้าไปมีส่วนร่วมโดยตรงในทางบริหารได้ยามประชาชนเดือดร้อน) ทว่า หากหากกล่วโดยเคร่งครัดแล้ว ฝ่ายนิติบัญญัติควรทำหน้าที่ในการออกกฎหมายเป้นสำคัญ และ แม้ว่าจะตระหนักอย่างยิ่งถึงข้อเดือดร้อนของประชาชนก็ตาม สส. สว. จะต้องใช้กลไกทางรัฐสภาเข้าจัดการกับปัญหา ด้วยการตั้งกระทู้ และ กดดันรัฐบาลผ่านรัฐสภาให้นำไปสุ่การปฏิบัติ หลักการแบ่งอำนาจนี้ยังคงต้องยึดไว้ให้มั่น เว้นเพียงกรณีที่รัฐบาลไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้เป็นหารเฉพาะยิ่งแล้วเท่านั้น ฝ่ายนิติบัญญัติจึงอาจเข้ามามี &#8220;ส่วนร่วม&#8221; ในการใช้อำนาจทางบริหาร ซึ่งกรอบแนวคิดเช่นว่านี้นอกจากจะช่วยแบ่งเขตอำนาจหน้าที่ที่ชัดเจน (ทำให้ทำงานไม่สับสน) แล้วยังช่วยให้เป้นหลักประกันสำคัญในเรื่องความเข้มข้นในการตรวจสอบกันเองระหว่างสถาบันทางการเมือง และ เป้นหลักประกันว่าสถาบันทางการเมืองจะไม่ถูกคืบกลืนได้หมดในระยะเวลาอันสั้น (หากฝ่ายรัฐบาล = ฝ่ายนิติบัญญัติ ดังนั้น การยึดกุมสถาบันทางการเมืองอันใดอันหนึ่งได้ ก็เสมือนได้มาทั้งสองสถาบัน) ไปพร้อมกันด้วย</p>
<p style="font:12px Thonburi;margin:0;"><span style="white-space:pre;"> <!--more--></span></p>
<p style="font:12px Thonburi;margin:0;">
<p style="font:12px Thonburi;margin:0;">ส่วนมาตราที่เหลืออยู่นอกจากนี้อีก ๓ มาตรานั้น ผมมิได้มีข้อติดใจเป็นพิเศษมากนักจึงไม่ได้นำมาเรียนแจกแจง ณ ที่นี้ด้วย  ทว่าลำพังที่ได้ยกมาข้างต้นนี้ก้คงจะทำให้เราตระหนักชัดขึ้นอย่างน้อยสองประการว่า ๑. การแก้ไขรัฐธรรมนูญอิงอยู่กับผลประโยชน์ของประชาชนหรือนักการเมืองมากกว่ากันโดยเปรียบเทียบ และ สองคงได้เห้นมุมมองต่อการเมืองประเด็นการแก้รัฐธรรมนูญแบบนักเศรษฐศาสตร์พอสังเขปครับ</p>
<p style="font:12px Thonburi;margin:0;">
<p style="font:12px Thonburi;margin:0;"><span style="white-space:pre;"><!--more--></span></p>
<p style="font:12px Thonburi;margin:0;">
<p style="font:12px Thonburi;margin:0;"><span style="white-space:pre;"> </span>ท้ายสุดนี้, ผมแอบฝันหวานว่า&#8230; คงจะมีซักวัน (ซึ่งไม่ใช่วันนี้อย่างแน่นอน) ที่การแก้รัฐธรรมนูญอันถือเป้นกฎหมายสูงสุดของประเทศนั้น  ไม่อาจแก้เพียงเพื่อดุลผลประโยชน์ของกลุ่มการเมืองเพียงบางกลุ่มเท่านั้น, ขอให้ทุกคนฝันดี <img src='http://s0.wp.com/wp-includes/images/smilies/icon_biggrin.gif' alt=':D' class='wp-smiley' /> </p>
<br />Posted in POLITICAL ECONOMY  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/bankngam.wordpress.com/275/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/bankngam.wordpress.com/275/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/bankngam.wordpress.com/275/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/bankngam.wordpress.com/275/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/bankngam.wordpress.com/275/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/bankngam.wordpress.com/275/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/bankngam.wordpress.com/275/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/bankngam.wordpress.com/275/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/bankngam.wordpress.com/275/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/bankngam.wordpress.com/275/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/bankngam.wordpress.com/275/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/bankngam.wordpress.com/275/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/bankngam.wordpress.com/275/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/bankngam.wordpress.com/275/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=bankngam.wordpress.com&amp;blog=4518680&amp;post=275&amp;subd=bankngam&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://bankngam.wordpress.com/2009/07/25/p-economics-%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%89%e0%b8%b1/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/bfc1cdc200590395dbf88876cca5603c?s=96&#38;d=wavatar&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">bankngam</media:title>
		</media:content>
	</item>
	</channel>
</rss>
