<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	xmlns:georss="http://www.georss.org/georss" xmlns:geo="http://www.w3.org/2003/01/geo/wgs84_pos#" xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/"
	>

<channel>
	<title>Dead Economics Society</title>
	<atom:link href="http://bankngam.wordpress.com/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://bankngam.wordpress.com</link>
	<description>This blog is created for communication between participants who enjoy or want to know about economics as tool of social phenomenon explanation</description>
	<lastBuildDate>Mon, 28 Sep 2009 13:17:17 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.com/</generator>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<cloud domain='bankngam.wordpress.com' port='80' path='/?rsscloud=notify' registerProcedure='' protocol='http-post' />
<image>
		<url>http://www.gravatar.com/blavatar/b16aafe719db73e3ffe9bd2c51e2fc29?s=96&#038;d=http://s.wordpress.com/i/buttonw-com.png</url>
		<title>Dead Economics Society</title>
		<link>http://bankngam.wordpress.com</link>
	</image>
			<item>
		<title>รัฐไทย -รัฐแรงงาน?</title>
		<link>http://bankngam.wordpress.com/2009/09/28/%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%90%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2-%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%90%e0%b9%81%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99/</link>
		<comments>http://bankngam.wordpress.com/2009/09/28/%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%90%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2-%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%90%e0%b9%81%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 28 Sep 2009 13:00:52 +0000</pubDate>
		<dc:creator>bankngam</dc:creator>
				<category><![CDATA[PUBLIC ECONOMICS]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://bankngam.wordpress.com/?p=332</guid>
		<description><![CDATA[รัฐไทย -รัฐแรงงาน?
                ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาหลายปีนี้ ผมทุ่มแทเวลา และพละ กำลังความสามารถส่วนใหญ่ผ่านงานเขียนไปกับการ &#8220;คิด&#8221; ถึงทางออกของบรรดา ปัญหา และ โจทย์ว่าด้วยการพัฒนาประเทศของเรา ทว่า เมื่อผมได้ผบข้อเท็จจริงสำคัญประการหนึ่งก็ทำให้ผมรู้สึกว่า สิ่งที่ผมพยายามคิด พยายยาม นำเสนอมาทั้งหมด นั้นน่าที่จะสูญเปล่า เพราะ รัฐไทย เรามีงบประมาณที่เป็นงบลงทุน (ซึ่งสะท้อนถึงทรัพยากรที่จะมีไว้สำหรับการแก้ไขปัญหา และ วางรากฐานการพัฒนาประเทศในอนาคต) เพียงร้อยละ ๑๑ เทานั้น[ที่เหลืออีกร้อยละ ๘๙ เป็นงบที่ใช้ไปเพื่อค้าจ้าง และ เงินอุดหนุน]
                 ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนภาพชัดเจนว่า รัฐไทยเป็นรัฐแรงงาน(โคตร)เข้มข้น (Extremely labour intensive state) และ ข้อเท็จจริงข้อนี้ก็ปรากฎอยู่ในทุกๆที่เท่าที่เราจะนึกได้ แม้กระทั้งภาคส่วนที่น่าจะมีลักษณะต้องใช้ทุนเข้มข้น (Capital intensive) อย่าง ส่วนความมั่นคงและการทหาร ก็ยังมีลักษณะเป็นแรงงานเข้มข้น&#8230; ลองนึกภาพดูว่า &#8220;สมมติ&#8221; หากเกิดสงครามเต็มรูปขึ้นมาแล้วเรามีกระสุนพอใช้เพียง ๗ วัน การมีทหารจำนวนมากจะมีประโยชน์หรือไม่?, การศึกษาก็เช่นเดียวกัน ผมคาดการณ์ (แบบ กะๆเอาด้วยตัวผมเอง) ว่า หากให้ครูมีปืนคนละกระบอกจะมีแสนยานุภาพใกล้เคียงทหารทีเดียว [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=bankngam.wordpress.com&blog=4518680&post=332&subd=bankngam&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><h1>รัฐไทย -รัฐแรงงาน?</h1>
<p>                ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาหลายปีนี้ ผมทุ่มแทเวลา และพละ กำลังความสามารถส่วนใหญ่ผ่านงานเขียนไปกับการ &#8220;คิด&#8221; ถึงทางออกของบรรดา ปัญหา และ โจทย์ว่าด้วยการพัฒนาประเทศของเรา ทว่า เมื่อผมได้ผบข้อเท็จจริงสำคัญประการหนึ่งก็ทำให้ผมรู้สึกว่า สิ่งที่ผมพยายามคิด พยายยาม นำเสนอมาทั้งหมด นั้นน่าที่จะสูญเปล่า เพราะ รัฐไทย เรามีงบประมาณที่เป็นงบลงทุน (ซึ่งสะท้อนถึงทรัพยากรที่จะมีไว้สำหรับการแก้ไขปัญหา และ วางรากฐานการพัฒนาประเทศในอนาคต) เพียงร้อยละ ๑๑ เทานั้น[ที่เหลืออีกร้อยละ ๘๙ เป็นงบที่ใช้ไปเพื่อค้าจ้าง และ เงินอุดหนุน]</p>
<p>                 ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนภาพชัดเจนว่า รัฐไทยเป็นรัฐแรงงาน(โคตร)เข้มข้น (Extremely labour intensive state) และ ข้อเท็จจริงข้อนี้ก็ปรากฎอยู่ในทุกๆที่เท่าที่เราจะนึกได้ แม้กระทั้งภาคส่วนที่น่าจะมีลักษณะต้องใช้ทุนเข้มข้น (Capital intensive) อย่าง ส่วนความมั่นคงและการทหาร ก็ยังมีลักษณะเป็นแรงงานเข้มข้น&#8230; ลองนึกภาพดูว่า &#8220;สมมติ&#8221; หากเกิดสงครามเต็มรูปขึ้นมาแล้วเรามีกระสุนพอใช้เพียง ๗ วัน การมีทหารจำนวนมากจะมีประโยชน์หรือไม่?, การศึกษาก็เช่นเดียวกัน ผมคาดการณ์ (แบบ กะๆเอาด้วยตัวผมเอง) ว่า หากให้ครูมีปืนคนละกระบอกจะมีแสนยานุภาพใกล้เคียงทหารทีเดียว เพราะ จำนวนครูของประเทศเราเยอะมาก (โดยเปรียบเทียบกับส่วนทุนที่ถูกนำไปใช้เพื่อการศึกษา) [ข้อสังเกตคือสองกระทรวงนี้คือสองกระทรวงที่ติดอันดับกระทรวงที่ได้รับงบประมาณมากที่สุดของประเทศมาโดยตลอด!!!]</p>
<p>                 ตามหลักการทั่วไป, สถานการณ์รัฐไทย ใช้แรงงานเป็นปัจจัย &#8220;ส่วนใหญ่&#8221; นี้จะ ส่งผลให้รัฐไทย ก้าวหน้าช้า ทั้งนี้มิใช้เพราะ ทุนดีกว่าแรงงาน หรือ แรงงานดีกว่าทุนในการพัฒนาประเทศ ทว่า แรงงานและทุนต้องทำงานควบคู่กันไป (Complementary goods) เหมือนรองเท้าต้องมีสองข้างถึงจะมีคุณค่า (การที่เรามีแรงงานมากแต่ปราศจากทุนก็เหมือนรัฐซื้อรองเท้าข้างซ้าย ๑๐๐ ข้าง แต่ซื้อรองเท้าข้างขวาเพียง ข้างเดียว ผลคือ ประโยชน์เกิดเท่ากับรัฐจ่ายเพื่อซื้อเพียงรองเท้า ๑ คู่เท่านั้น ที่เหลือคือการจ่ายไปโดยเปล่าประโยชน์) </p>
<p>                  อย่างไรก็ตามแต่ แม้จะรู้เช่นนี้ การแก้ปัญหาก็มิใช่เรื่องง่าย เพราะว่า แรงงานแต่ละคนมีเลือดเนื้อ มีชีวิต มีจิตใจ ดังนั้น เมื่อรัฐบาลติดตั้งแรงงานคนหนึ่งเข้าสู่ระบบการขับเคลื่อประเทศแล้ว ก็ใช่ว่าจะสามารถถอนออก ง่ายเหมือนเครื่องจักร ที่สำคัญ เครื่องจักรไม่มีคะแนนโทวตเลือกตั้ง ทว่า แรงงานโดยส่วนใหญ่มี!!! กล่าวโดยสรุปคือ หากรัฐไหนพยายามที่จะปรับสภาพสัดส่วนแรงงานกับทุน โดยการให้แรงงานที่มีผลิตภาพต่ำออกจากงาน รัฐบาลนั้น มักที่จะได้รับแรงเสียดทานอย่างหนัก และ สูญเสียความมั่นคงทางการเมือง จึงไม่มีรัฐบาลใดสามารถทำสำเร็จ</p>
<p>                   ทางออกสำหรับประเด็นปัญหานี้ จึงอยู่ที่ รัฐจะต้องค่อยๆปรับตัวโดยใช้เครื่องมือทางนโยบายต่างๆประกอบกัน อาทิ การเปิดช่องให้มีการเกษียณก่อนกำหนดอย่างเจาะจง [เลือกเฉพาะพนักงานที่มีผลิตภาพ-ความสามารถในการปฏิบัติงาน ต่ำ] (Selective early retirement), การจัดตั้งสถาบันเพื่อการวิจัยและพัฒนาขึ้นภายในหน่วยงานที่ต้องการใช้เทคโนโลยีที่มีความอ่อนไหวสูง เช่น หน่วยงานด้านวิทยาศาสตร์, พลังงาน, อาหาร และ การทหาร ตลอดจน สร้างระบบเพื่อการผลิตทรัพยากรบุคคลในสายพิเศษสำหรับเด็กความสามารถพิเศษและอัจฉริยะ เป็นต้น</p>
<p>                 ซึ่งข้อเสนอที่กล่าวมาทั้งหมดในข้างต้นนั้น แท้จริงก็คือ การเข้าไปลงทุนในระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานสำหรับการเจิญเติบโตทางด้านวิทยาศาสตร์ และ เทคโนโลยี นั่นเอง (โปรดสังเกตว่า การพัฒนาสัดส่วน &#8220;ทุน&#8221; ในการพัฒนาประเทศที่กล่าวถึงในบทความชิ้นนี้ มิใช่การนำเข้าเทคโนโลยี หรือ ซื้อเครื่องจักร แต่เป็นการลงทุนกับคน!ผ่านการศึกษา และ การสร้างบรรยากาศให้เกิดการแข่งขันที่จะผลิตองค์ความรู้ทั้งในเชิงวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์ และ เทคโนโลยีประยุกต์ ต่างหาก)</p>
<p>                  หากรัฐบาลดำเนินการเช่นนี้อย่างต่อเนื่องเชื่อว่า ในระยะเวลาไม่นาน (ซึ่งผมหมายถึงประมาณ ๑๐ ปีหลังจากที่รัฐเริ่มต้นตั้งลำและมุ่งไปในทิศทางที่ผมได้เสนอนี้อย่างจริงจัง) ประเทศไทยคงสามารถที่จะปรับตำแหน่งเชิงกลยุทธ์ในการพัฒนาประเทศเราจาก ประเทศที่ใช้แรงงานเข้มข้น (เหมือนรถม้า) มาเป็นประเทศที่ใช้ทุนเข้มข้น (รถยนตร์, ซึ่งแน่นอนว่าคนขับก็สำคัญ) ในระดับที่เหมาะสม ได้อย่างไม่ยากเย็นนัก</p>
<p>                   ประโยชน์จากการพัฒนาทุน โดยเฉพาะทุนมนุษย์ของตนเองมากขึ้น จะทำให้รัฐบาลมีประสิทธิภาพมากขึ้น กล่าวคือ มิใช่แค่รัฐบาลสามารลดการจ้างคนได้โดยที่งานยังมีคุณภาพเท่าเดิม แต่ตีความได้อีกว่า&#8230; ด้วยคนจำนวนเท่าเดิมรัฐสามารถทำงานได้มากขึ้น (ข้อสรุปนี้ตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่า รัฐบาลฉลาดมากพอจะเลือกเก็บคนที่มีผลิตภาพสูงไว้ และ ให้คนซึ่งมีผลิตภาพต่ำเกษียณอายุก่อนกำหนดได้อย่างแม่นยำ ไม่ใช่เอาคนเก่งออกเหลือแต่คนไม่เก่งไว้ในหน่วยงาน)</p>
<p>                     มากไปกว่านั้น การใช้ และ พัฒนาทุนภายในประเทศมากขึ้น ยังจะช่วยให้ภาคธุรกิจได้รับ ประโยชน์อย่างมาก อาทิ ในกรณีของประเทศญี่ปุ่นที่ สูญเสียความสามารถในการแข่งขันในภาคธุรกิจสิ่งทอไปแล้วเพราะต้นทุนแรงงานที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก โยเปรียบเทียบกับประเทศในภูมิภาค ก็กลับฟื้นคืน หรือ อย่างน้อยที่สุดประคองตัวไปได้ด้วยการพัฒนา อุตสาหกรรมสิ่งทอไปในทิศทางที่ใช้เทคโนโลยีและทุนเข้มข้นมากยิ่งขึ้น ที่เราเรียกว่า สิ่งทอเทคนิค (Technical textile) ซึ่งก็คือ บรรดาเสื่อผ้าที่มีคุณสมบัติพิเศษ เช่น การระบายอากาศได้ดีแต่สามารถกันน้ำได้ (เอาไปใช้กับวงการฟุตบอลโดยทำเป้นเสื้อนักเตะ) เป็นต้น</p>
<p>                     ท้ายสุดนี้อยากเรียนว่า ข้อเสนอในบทความชิ้นนี้ยังเป็นเพียงการเสนอใน &#8220;หลักการอย่างกว้าง&#8221; เท่านั้น โดยมิได้ระบุซึ่งเครื่องมือที่ชัดเจน หรือ ลงรายละเอียดในส่วนของวิธีการมากนัก (แน่นอนว่าในระดับการบริหารต้องถกกันอีกมากว่าจะดำเนินการอย่างไร) ทั้งนี้เพื่อที่จะเว้นช่องไฟ และ เปิดพื้นที่ความคิดเอาไว้ให้พวกเราช่วยกันใคร่ครวญในเบื้องต้นต้นเสียก่อนว่า จริงๆ แล้ว หลักการที่ผมนำเสนอมานี้เป้นที่ถูกต้องควรทำหรือไม่เสียก่อน หากเห็นพ้องจนเกิดฉันทะร่วมกันแล้ว เรื่องเครื่องมือนั้นไม่ยากเกินไปหรอกครับ ค่อยมาคิดทีหลังได้&#8230; ทุกท่านเห้นด้วยไหมครับ?</p>
Posted in PUBLIC ECONOMICS  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/bankngam.wordpress.com/332/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/bankngam.wordpress.com/332/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/bankngam.wordpress.com/332/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/bankngam.wordpress.com/332/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/bankngam.wordpress.com/332/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/bankngam.wordpress.com/332/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/bankngam.wordpress.com/332/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/bankngam.wordpress.com/332/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/bankngam.wordpress.com/332/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/bankngam.wordpress.com/332/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=bankngam.wordpress.com&blog=4518680&post=332&subd=bankngam&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://bankngam.wordpress.com/2009/09/28/%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%90%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2-%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%90%e0%b9%81%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/bfc1cdc200590395dbf88876cca5603c?s=96&#38;d=wavatar&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">bankngam</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>คาดการณ์เศรษฐกิจ แบบเศรษฐศาสตร์ชาวบ้าน</title>
		<link>http://bankngam.wordpress.com/2009/09/28/330/</link>
		<comments>http://bankngam.wordpress.com/2009/09/28/330/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 28 Sep 2009 12:50:19 +0000</pubDate>
		<dc:creator>bankngam</dc:creator>
				<category><![CDATA[DAIRY LIFE ECONOMICS]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://bankngam.wordpress.com/2009/09/28/330/</guid>
		<description><![CDATA[คาดการณ์เศรษฐกิจ แบบเศรษฐศาสตร์ชาวบ้าน
 
          ระหว่างที่ ผมนั่งมองออกไปนอกกระจกในวันฝนพรำ ระหว่างที่พระอาทิตย์กำลังค่อยๆหัวทิ่มลงดิน ก็พลันนึกถึงคำถามพื้นฐานที่สุดประการหรึ่งขึ้นมาคือ&#8230; หากเราผ่านพ้นวิกฤติทางการเมืองในครั้งนี้ไปได้ เศรษฐกิจไทยจะเตบโตได้อย่างมั่นคงเพียงใด? ผมมานั่งๆคิอดูแล้ว ก็พอจะมีคำตอบ โดยไม่ต้องไปเปิดตัวเลขทางเศรษฐกิจมหภาคให้ยุ่งยากนักว่า
          จากสายตา (สั้นๆ) ของผมแล้ว เศรษฐกิจไทยน่าที่จะเติบโตได้ไม่มีเสถียรภาพมากนัก ทั้งยังไม่น่าที่จะมีความยั่งยืน (ด้วยลำแข้งตนเอง) ได้ เหมือนใครๆเขา เพราะ ว่า เท่าที่ผมดูๆ ผ่านกระจกรถที่แน่นิ่งเพราะการจราจรเป็นอัมพาธอยู่ ณ ขณะนี้ ผมพบว่าเกินกว่าร้อยละ ๗๐ สิ่งปลูกสร้างที่กำลังถูกเรียงขึ้นไป และ รอวันจะอวดโฉมเป็นแท่งคอนกรีตตระหง่า ต่างก็เป็น คอนโดมีเนียม ไปเสียหมด&#8230; มันหมายความว่าอย่างไร? หมายความว่า การลงทุนโดยส่วนใหญ่ของประเทศไทย (อ๊ะๆ ผมไม่ได้พูดผิดหรอกครับ สำหรับสายตาผู้ดำเนินนโยบายแล้ว กรุงเทพ ก็คือประเทศไทยนั่นหละครับ) เป็นการลงทุนเพื่อรองรับการขยายตัวของการบริโภคทั้งสิ้น!!!
          เราลองย้อนกลับมาดูหนังสือเรียน มัธยมของเรากันซักหน่อยครับ ว่ามูลค่าทางเศรษฐกิจประกอบไปด้วยกี่ส่วนเอ่ย? ๑. การบริโภค ๒. การลงทุน ๓. การใช้จ่ายภาครัฐ และ ๔. การส่งออกสุทธิ, ทีนี้ [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=bankngam.wordpress.com&blog=4518680&post=330&subd=bankngam&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><h1>คาดการณ์เศรษฐกิจ แบบเศรษฐศาสตร์ชาวบ้าน</h1>
<p> </p>
<p>          ระหว่างที่ ผมนั่งมองออกไปนอกกระจกในวันฝนพรำ ระหว่างที่พระอาทิตย์กำลังค่อยๆหัวทิ่มลงดิน ก็พลันนึกถึงคำถามพื้นฐานที่สุดประการหรึ่งขึ้นมาคือ&#8230; หากเราผ่านพ้นวิกฤติทางการเมืองในครั้งนี้ไปได้ เศรษฐกิจไทยจะเตบโตได้อย่างมั่นคงเพียงใด? ผมมานั่งๆคิอดูแล้ว ก็พอจะมีคำตอบ โดยไม่ต้องไปเปิดตัวเลขทางเศรษฐกิจมหภาคให้ยุ่งยากนักว่า</p>
<p>          จากสายตา (สั้นๆ) ของผมแล้ว เศรษฐกิจไทยน่าที่จะเติบโตได้ไม่มีเสถียรภาพมากนัก ทั้งยังไม่น่าที่จะมีความยั่งยืน (ด้วยลำแข้งตนเอง) ได้ เหมือนใครๆเขา เพราะ ว่า เท่าที่ผมดูๆ ผ่านกระจกรถที่แน่นิ่งเพราะการจราจรเป็นอัมพาธอยู่ ณ ขณะนี้ ผมพบว่าเกินกว่าร้อยละ ๗๐ สิ่งปลูกสร้างที่กำลังถูกเรียงขึ้นไป และ รอวันจะอวดโฉมเป็นแท่งคอนกรีตตระหง่า ต่างก็เป็น คอนโดมีเนียม ไปเสียหมด&#8230; มันหมายความว่าอย่างไร? หมายความว่า การลงทุนโดยส่วนใหญ่ของประเทศไทย (อ๊ะๆ ผมไม่ได้พูดผิดหรอกครับ สำหรับสายตาผู้ดำเนินนโยบายแล้ว กรุงเทพ ก็คือประเทศไทยนั่นหละครับ) เป็นการลงทุนเพื่อรองรับการขยายตัวของการบริโภคทั้งสิ้น!!!</p>
<p>          เราลองย้อนกลับมาดูหนังสือเรียน มัธยมของเรากันซักหน่อยครับ ว่ามูลค่าทางเศรษฐกิจประกอบไปด้วยกี่ส่วนเอ่ย? ๑. การบริโภค ๒. การลงทุน ๓. การใช้จ่ายภาครัฐ และ ๔. การส่งออกสุทธิ, ทีนี้ ในเมื่อเรานำเงินที่มีในระบบเศรษฐกิจ กลับมาลงทุนในส่วนของการบริโภคเสียส่วนใหญ่ ไม่ได้เตรียมความพร้อมสำหรับรองรับ &#8220;การลงทุน&#8221; เพื่อ &#8220;การลงทุน&#8221;  ที่มากขึ้น อาทิ การก่อสร้างอาคารสำนักงาน, การทำระบบขนส่ง และ โครงข่าย Logistic ก็เท่ากับว่า ระบบเศรษฐกิจของไทยนั้นต้อง พึ่งพิงการบริโภคอย่างมาก</p>
<p>          แล้วการพึ่งพิงการบริโภค มากกว่า ภาคการลงทุน ก่อให้เกิดผลเสียอย่างไรนะหรือ&#8230;  </p>
<p>         (๑) การบริโภคนั้นมีความยืดหยุ่น อ่อนไหวในการเปลี่ยนแปลงมากกว่า การลงทุน อาทิ หากวันพรุ่งนี้การเมืองดูเหมือนจะไม่แน่นอน เราอาจทานข้าวลดลงได้ทันที ทว่า สำหรับการลงทุน โดยเฉพาะการลงทุนทางตรงแล้ว ไม่สามารถถอนทุนออกไปได้ในทันที ดังนั้น ระบบเศรษฐกิจที่พึ่งพิงการลงทุนมากกว่าการบริโภคจึงมีเสถียรภาพมากกว่า</p>
<p>          (๒) การบริโภคนั้น ไม่ได้ก่อให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ตามมาในระยะยาว เช่น ได้เงินวันนี้ เรานำไปทานข้าว มันก็ส่งผลให้พ่อค้าข้าวมีความมั่งคั่งมากขึ้นเท่านั้น ทว่า หากเรานำเงินไปลงทุนเช่น สร้างระบบสาธารณูปโภคที่ดี ทำให้มีโรงงานมาตั้ง เมื่อมีดรงงานมาตั้งมากๆ ธนาคารต่างชาติก็ต้องเข้ามาตั้งสาขาเพื่ออำนายความสะดวกให้แก่คนของประเทศตน เมื่อเป็นเช่นนั้น สำนักงานในเมืองก็มีความต้องการมากขึ้น การเกิดขึ้นของอาคารสำนักงานที่มากขึ้นก็ทำให้เกิดธุรกิจระดับเล็กลดหลั่นลงมาเป็นลำดับ (เหมือนที่เราเห็นรถเข็นขายผลไม้หน้าตึกกลางสาธร เป็นต้น) จึงอาจกล่าวได้ว่า การที่เราพบเห็นแต่การก่อสร้างคอนโดมีเนียม ซึ่งสะท้อนการลงทุนในภาคบริโภค (ที่อยู่อาศัย) นั้นเป็นการลงทุนในภาคที่ไม่มีผลิตภาพต่อระบบเศรษฐกิจ (Unproductive sector investment) นั่นเอง</p>
<p>          (๓) ข้อ ๑ และ ๒ นั้นอาจจะดูเป็นพฤติกรรมจำเพาะของการลงทุนโดยประชาชน ทว่าหากไปดูในรายละเอียด แล้ วจะพบว่าแม้กระทั่งรัฐบาลเอง ก็ยังมีสัดส่วนการใช้งบประมาณไปกับเรื่องของการบริโภค (ในรูปของเงินเดือนข้าราชการ) และงบอุดหนุนเสียส่วนใหญ่ มีงบลงทุนเพียง ร้อยละ ๑๑ เท่านั้น ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายอยู่ที่ร้อยละ ๒๕ ซึ่งโครงสร้างรายจ่ายของรัฐที่เป็นไปในลักษณะนี้ สะท้อนได้อย่างชัดเจนว่า รัฐบาลไทยเป็นรัฐที่บริหารแบบ แรงงานนำเทคโนโลยี (Labor intensive management) จึงไม่อาจคาดหวังที่จะเห้นนวัตกรรมทางนโยบาย หรือ การพัฒนาเทคโนโลยีการบริหารภาครัฐในแต่ละกระทรวงได้มากนัก</p>
<p>          จากข้อสังเกตทั้งสามประการที่ได้ยกมานี้ ชี้ชัดว่าในระยะยาวแล้ว ระบบเศรษฐกิจไทยคงสามารถเติบโตอย่างมีเสถียรภาพ และ ยั่งยืนได้ค่อนข้างยาก ดังนั้นทางออกที่ชัดเจน คงหนีไม่พ้น ต้องเปลี่ยนแปลงวิธีคิดในเรื่องของการลงทุน โดยทั้งภาครัฐบาล และ เอกชน ต้องสอดประสานความร่วมมือระหว่างกัน อาทิ ระหว่างนโยบาย และ การลงทุนที่เกิดขึ้นจริง จะต้องเป็นไปในทิศทางที่เอื้อให้เกิดการลงทุน ทั้งจากภายใน และ ภายนอกประเทศ โดยคำนึงถึงความคุ้มค่า, เป็นธรรม และ ประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจในระยะยาว เป็นต้น</p>
<p>            ท้ายสุดนี้ ผมหวังว่า ผมจะวิเคราะห์ ระบบเศรษฐกิจไทยพลาด เพราะหากเป็นจริงดังที่ผมได้กล่าวมานี้ เราคงเห้นระบบเศรษฐกิจไทย ลุ่มๆดอนๆไปอีกนานทีเดียวครับ</p>
Posted in DAIRY LIFE ECONOMICS  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/bankngam.wordpress.com/330/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/bankngam.wordpress.com/330/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/bankngam.wordpress.com/330/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/bankngam.wordpress.com/330/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/bankngam.wordpress.com/330/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/bankngam.wordpress.com/330/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/bankngam.wordpress.com/330/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/bankngam.wordpress.com/330/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/bankngam.wordpress.com/330/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/bankngam.wordpress.com/330/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=bankngam.wordpress.com&blog=4518680&post=330&subd=bankngam&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://bankngam.wordpress.com/2009/09/28/330/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/bfc1cdc200590395dbf88876cca5603c?s=96&#38;d=wavatar&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">bankngam</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>F Economics : แนวโน้มราคาทองคำ 2009</title>
		<link>http://bankngam.wordpress.com/2009/09/24/f-economics-%e0%b9%81%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b9%82%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%b3-2009/</link>
		<comments>http://bankngam.wordpress.com/2009/09/24/f-economics-%e0%b9%81%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b9%82%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%b3-2009/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 24 Sep 2009 11:36:59 +0000</pubDate>
		<dc:creator>MSi</dc:creator>
				<category><![CDATA[QUANTITATIVE ECONOMICS]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://bankngam.wordpress.com/?p=324</guid>
		<description><![CDATA[
แนวโน้มราคาทองคำ  
 
By Tiraphap Fakthong
Freelance Educator and Quantitative Analyst
(จาก นสพ ASTVผู้จัดการ ฉบับวันที่ 17 ก.ย.52)
 
                ทองคำจัดเป็นสินค้าที่นักทุนทั่วโลกให้ความสนใจมากที่สุดชนิดหนึ่งไม่แพ้น้ำมันหรือสินค้าเพื่อการลงทุนอื่น ๆ ยากที่ใครจะปฏิเสธได้ และสิ่งก็ยังเป็นสินค้าที่ทำให้นักลงทุนปวดหัวมากที่สุดไม่แพ้น้ำมัน นั้นคือ การผันผวนของราคาทองคำที่ยากที่จะคาดเดาได้ คำถามมากมายที่นักวิเคราะห์ต้องหาคำตอบอยู่ทุกวัน คือ จะเข้าและจะออกตอนไหน ที่เท่าไหร่บ้าง ซึ่งความเห็นก็มีไปต่าง ๆ นา ๆ ไม่เว้นแต่ละวัน ผมจะยกตัวอย่างข่าวให้ผู้อ่านได้เข้าใจ อย่างเช่นเมื่อวันที่ 11 กันยายน ที่ผ่านมา ราคาทองคำในตลาด COMEX ปิดอยู่เหนือระดับ 1000 ดอลล่าร์/ออนซ์  อันเนื่องมาจากค่าเงินดอลล่าร์อ่อนค่ากันติดต่อกันเป็นเวลานานตั้งแต่ปีที่แล้ว ส่งผลต่อการคาดการเงินเฟ้อของสหรัฐ ในช่วงที่ผ่านมา แต่ผ่านมาไม่กี่วัน วันที่ 15 กันยายน ราคาทองคำปิดที่ อยู่ระดับเหนือ 1000 ดอลล่าร์/ออนซ์ เหมือนเดิม แต่ร่วงลงจากเดิม ประมาณ 5.30  ดอลล่าร์/ออนซ์ อันเนื่องมาจากค่าเงินดอลล่าร์ เริ่มแข็งค่าขึ้น อันเนื่องมาจากปัจจัยกดดันเรื่องความเสี่ยงของกรณีพิพาทระหว่างสหรัญกับจีน [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=bankngam.wordpress.com&blog=4518680&post=324&subd=bankngam&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><h1><img class="alignnone size-full wp-image-220" title="HD copy" src="http://bankngam.files.wordpress.com/2009/07/hd-copy4.jpg?w=500&#038;h=139" alt="HD copy" width="500" height="139" /></h1>
<h1>แนวโน้มราคาทองคำ  </h1>
<p> </p>
<p align="right">By Tiraphap Fakthong</p>
<p align="right">Freelance Educator and Quantitative Analyst</p>
<p align="right">(จาก นสพ ASTVผู้จัดการ ฉบับวันที่ 17 ก.ย.52)</p>
<p> </p>
<p>                ทองคำจัดเป็นสินค้าที่นักทุนทั่วโลกให้ความสนใจมากที่สุดชนิดหนึ่งไม่แพ้น้ำมันหรือสินค้าเพื่อการลงทุนอื่น ๆ ยากที่ใครจะปฏิเสธได้ และสิ่งก็ยังเป็นสินค้าที่ทำให้นักลงทุนปวดหัวมากที่สุดไม่แพ้น้ำมัน นั้นคือ การผันผวนของราคาทองคำที่ยากที่จะคาดเดาได้ คำถามมากมายที่นักวิเคราะห์ต้องหาคำตอบอยู่ทุกวัน คือ จะเข้าและจะออกตอนไหน ที่เท่าไหร่บ้าง ซึ่งความเห็นก็มีไปต่าง ๆ นา ๆ ไม่เว้นแต่ละวัน ผมจะยกตัวอย่างข่าวให้ผู้อ่านได้เข้าใจ อย่างเช่นเมื่อวันที่ 11 กันยายน ที่ผ่านมา ราคาทองคำในตลาด COMEX ปิดอยู่เหนือระดับ 1000 ดอลล่าร์/ออนซ์  อันเนื่องมาจากค่าเงินดอลล่าร์อ่อนค่ากันติดต่อกันเป็นเวลานานตั้งแต่ปีที่แล้ว ส่งผลต่อการคาดการเงินเฟ้อของสหรัฐ ในช่วงที่ผ่านมา แต่ผ่านมาไม่กี่วัน วันที่ 15 กันยายน ราคาทองคำปิดที่ อยู่ระดับเหนือ 1000 ดอลล่าร์/ออนซ์ เหมือนเดิม แต่ร่วงลงจากเดิม ประมาณ 5.30  ดอลล่าร์/ออนซ์ อันเนื่องมาจากค่าเงินดอลล่าร์ เริ่มแข็งค่าขึ้น อันเนื่องมาจากปัจจัยกดดันเรื่องความเสี่ยงของกรณีพิพาทระหว่างสหรัญกับจีน ทำให้ความต้องการเงินดอลล่าร์ของนักลงทุนเริ่มสูงขึ้น นักลงทุนคงจะสับสนว่าตกลงจะเอายังไงกันแน่ แต่ทุกอย่างนั้นไม่อยู่เหนือการคาดการณ์ทั้งหมดตามความเชื่อของผู้เขียน</p>
<p>                จะคาดการณ์เพื่อที่จะลงทุนอย่างไรนั้น ขึ้นอยู่กับว่าเรารู้หรือไม่ว่าอะไรที่สามารถนำมาใช้คาดการณ์หรือวิเคราะห์ได้บ้าง แล้วตัวแปรที่นำมาใช้อะไรบอกแนวโน้ม (Trend) อะไรบอกความผันผวน (Volatility) คล้าย ๆ กับหลักการคิดสมการของ Monte Carlo Simulation Method อย่างง่าย หรือหลักเศรษฐมิติ (Econometrics) พื้นฐานทั่วไป</p>
<p>               </p>
<p><strong> 1. </strong><strong>ตัวแปรแนวโน้ม (</strong><strong>Trend)</strong></p>
<p>                ตัวหลักที่สำคัญ คือ ปริมาณการต้องการซื้อทองเพื่อนำใช้งานจริงในอุตสาหกรรมต่าง ๆ หรือเพื่อเก็บไว้แต่ไม่ใช่เพื่อการเก็งกำไร อันเนื่องมาจากการขยายตัวของความต้องการในประเทศต่าง ๆ อาทิ จีน อินเดีย ซึ่งจัดได้ว่าเป็นผู้บริโภคทองคำทองรายใหญ่ของโลก ซึ่งการเข้ามาซื้อขายทองคำจะมาแบบเป็นลักษณะที่เรียกว่าวัฐจักร (Cyclic)  ลดลงในช่วงกลางปี และสูงขึ้นปลายปี เป็นรอบ ๆ ใน 1 ปี จากสถิติ โดยแรงซื้อขายเป็นไปตามปริมาณความต้องการและราคาในขณะนั้น ซึ่ง ในปัจจุบันจะเห็นได้ว่าเหมืองทองมีน้อยลงกว่าเดิมในขณะที่อุปสงค์มีมากขึ้นเรื่อย ๆ อย่างไม่สมดุลกัน ทำให้เราสามารถคาดการณ์แนวโน้มของราคาทองได้อย่างชัดเจนว่ามีแนวโน้มอยู่ลักษณะขาขึ้นในระยะยาว (Long Run) สำหรับนักลงทุนระยะยาวคงสบาย ๆ กับแนวโน้มแบบนี้ การเข้าซื้อทองสามารถทำได้เรื่อย ๆ ตามราคาที่ยอมรับได้ในขณะนั้น หรือ จะตามวัฐจักรก็ได้</p>
<p>                ประเด็นถัดมาสำหรับนักลงทุนระยะสั้น คือ ก่อนที่จะราคาไปถึงจุด ๆ ที่อยู่สูงกว่าเดิมในอนาคตได้นั้นต้องหกล้ม ล้มลุกคลุกคลานกันขนาดไหน</p>
<p> </p>
<p><strong>2.  </strong><strong>ตัวแปรผันผวน </strong><strong>(Volatility)</strong></p>
<p>              ตัวแปรที่สำคัญในกลุ่มนี้มีมากมาย แต่จะขอยกที่สำคัญและเราสามารถหาข้อมูลได้ง่าย อาทิ เช่น ค่าเงินดอลล่าร์สหรัฐฯ ราคาน้ำมันในตลาดโลก อัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก เสถียรภาพทางการเมือง กรณีพิพาททางการค้าในตลาดสำคัญ ๆ การเข้าซื้อและเทขายของกลุ่มลงทุนที่เป็นสถาบัน และกลุ่มทุนเก็งกำไร ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยที่จะส่งผลต่อการผันผวนของราคาทองคำในระยะสั้น ๆ อย่างใกล้ชิดที่สุด และตัวแปรเหล่านี้ล้วนเป็นตัวแปรที่สามรถส่งผลกระทบไปยังตัวอื่น ๆ กันเองได้ และเป็นไปได้ว่าอาจจะไม่ส่งผลกระทบกันเองก็ได้ อาทิ เช่น การดำเนินนโยบายการเงินจะส่งผลต่อการคาดการณ์เงินเฟ้อในสหรัฐ ฯ ซึ่งจากงานวิจัยของ World Gold Council (2006) ระบุไว้ชัดเจนว่า ราคาทองคำมีความสัมพันธ์ในทางเดียวกันอย่างแนบแน่นกับอัตราเงินเฟ้อในสหรัฐ ฯ เป็นต้น     ผมขอเรียกตัวแปรเหล่านี้ว่า ความเสี่ยง (Risk)</p>
<p> </p>
<p><strong>วิเคราะห์เศรษฐกิจโลกและแนวโน้มราคาทองคำโดยสรุป</strong><strong> </strong></p>
<p><strong> </strong></p>
<p>      การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก จากการคาดการณ์ของหลาย ๆ สำนักเห็นพ้องไปในทิศทางเดียวกัน คือ เศรษฐกิจอาจฟื้นตัวขึ้นในปีหน้า อันเนื่องมาจากการขยายตัวของการบริโภคและการลงทุนในญี่ปุ่น จีน และประเทศยักษ์ใหญ่บางประเทศในยุโรป ซึ่งแม้ว่าสัดส่วนการว่างงานยังคงสูงอยู่  (Unemployment Rate)   แต่ผู้เขียนมองว่าตัวแปรที่ส่งสัญญาณได้ดีกว่า คือ จำนวน Jobless Claims หรือผู้มาติดต่อขอรับสวัสดิการจากการเลิกจ้างในสหรัฐฯ มีจำนวนลดลง ซึ่งเก็บข้อมูลเป็นรายสัปดาห์ จากการเก็บข้อมูลของ Bloomberg ใน 3 เดือนล่าสุด แม้ว่าจะอยู่ในระดับสูงก็ตาม</p>
<p>       โดยที่ข้อมูลนี้มีลักษณะเป็น Leading indicator แต่ข้อมูลการว่างงานเป็น Lag indicator  อีกทั้งดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่เริ่มปรับตัวสูงขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 70.2 จากเดิม 65.7 ในเดือนสิงหาคม และการคงอัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำ ทำให้การคาดการณ์การฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ ฯ คาดว่าอาจจะฟื้นตัวอย่างช้า ๆ ในต้นปีหน้า ส่วนแนวโน้มค่าเงินดอลล่าร์อาจจะอ่อนค่าลงในปลายปีนี้อีก อันเนื่องมากจากกลุ่มประเทศคู่ค้าสำคัญในทวีปอื่น ๆ เช่น เยอรมันนี และฝรั่งเศส ที่มีการฟื้นตัวของเศรษฐกิจเกินความคาดหมาย ซึ่งนักลงทุนมีแนวโน้มโยกย้ายเงินไปสู่สกุลเงินอื่น ๆ เพื่อการลงทุนที่ปรับตัวสอดคล้องกับภาวะการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ซึ่งจะกลายเป็นแรงกดดันให้เงินดอลล่าร์อาจอ่อนค่าลงอีกในปลายปีนี้ ทำให้คาดการณ์เงินเฟ้อของสหรัฐ ฯ อาจขยายตัวขึ้นอีกจนถึงปลายปีนี้ กอรปกับการวิตกกังวลของการอ่อนตัวของความต้องการทางด้านพลังงานทำให้ราคาน้ำมันเริ่มมีแนวโน้มที่จะทรงตัวอยู่ในระดับปัจจุบันในช่วงปลายปีนี้</p>
<p>      ทั้งหมดเป็นปัจจัยบวกที่จะส่งผลให้ราคาทองปรับตัวสูงขึ้นอีกจนถึงปลายปีนี้ แต่อาจมีช่วงที่เงินดอลล่าร์แข็งค่าเป็นระยะสั้น ๆ ทำให้นักลงทุนสามารถเข้าซื้อทองได้ภายในปีนี้ โดยแนะนำให้จับตาข่าวเรื่องกรณีพิพาททางการค้าระหว่างสหรัฐ ฯ และจีน รวมถึงนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ ฯ และทางโอเปคให้ดี</p>
Posted in QUANTITATIVE ECONOMICS  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/bankngam.wordpress.com/324/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/bankngam.wordpress.com/324/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/bankngam.wordpress.com/324/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/bankngam.wordpress.com/324/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/bankngam.wordpress.com/324/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/bankngam.wordpress.com/324/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/bankngam.wordpress.com/324/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/bankngam.wordpress.com/324/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/bankngam.wordpress.com/324/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/bankngam.wordpress.com/324/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=bankngam.wordpress.com&blog=4518680&post=324&subd=bankngam&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://bankngam.wordpress.com/2009/09/24/f-economics-%e0%b9%81%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b9%82%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%b3-2009/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://0.gravatar.com/avatar/49b9aa44b33a0ce94248abe6bb31563f?s=96&#38;d=wavatar&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">MSi</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://bankngam.files.wordpress.com/2009/07/hd-copy4.jpg" medium="image">
			<media:title type="html">HD copy</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>เรื่องหวาน ๆ ที่ไม่หวานของน้ำตาล</title>
		<link>http://bankngam.wordpress.com/2009/08/31/312/</link>
		<comments>http://bankngam.wordpress.com/2009/08/31/312/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 31 Aug 2009 11:09:16 +0000</pubDate>
		<dc:creator>MSi</dc:creator>
				<category><![CDATA[PUBLIC ECONOMICS]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://bankngam.wordpress.com/?p=312</guid>
		<description><![CDATA[
 
เรื่องหวาน ๆ ที่ไม่หวานของน้ำตาล
 
By Tiraphap Fakthong
Freelance Educator and Quantitative Analyst
 
           สถานการณ์ปัจจุบันของราคาน้ำตาลที่มีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรงในปี 2552  กำลังกลายเป็นประเด็นร้อนที่หลาย ๆ ประเทศกำลังจับตามอง รวมไปถึงกลุ่มนักลงทุนเก็งกำไรในตลาดค้าสินค้าเกษตรล่วงหน้า ซึ่งราคาน้ำตาลนั้นตอนนี้แตะที่ระดับประมาณ 17 บาท ต่อ กิโลกรัม ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ เกือบ ๆ 30 ปี หากมองในมุมมองของนักลงทุนพื้นหรือนักเศรษฐศาตร์ เรื่องนี้เป็นเรื่องทำธรรมดาที่จะมีการผันผวนอย่างรุนแรงของราคาสินค้าเกษตร อันเนื่องมาจากการมีอุปทานน้ำตาลไม่เพียงพอกับอุปสงค์ ดังที่องค์การน้ำตาลระหว่างประเทศได้มีการคาดการณ์ว่า ในปี 2552 ปริมาณน้ำตาลจะอยู่ในสถาวะขาดดุล หรือ ไม่เพียงพอต่อความต้องการประมาณ 9.35 ล้านตัน อันเนื่องมาจากการการผลิตที่หดตัวของประเทศผลิตน้ำตาลยักษ์ใหญ่ของโลก อาทิ อินเดีย บราซิล และจีน เป็นต้น
 
สาเหตุของการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำตาล 
 
                เหตุผลหลักที่ผลักดันราคาน้ำตาลโลกให้สูงขึ้น คือ การที่ประเทศผลิตน้ำตาลรายใหญ่ประสบปัญหาการผลิตน้ำตาลโดยไม่สามารถผลิตให้เพียงพอกับความต้องการน้ำตาลที่เพิ่มขึ้นขึ้นทุก ๆ ปีของโลกได้ อันเนื่องมาจากภัยธรรมชาติที่มาแบบเหนือความคาดหมาย ยกตัวอย่าง อินเดียซึ่งเป็นเป็นเทศที่เคยผลิตอ้อยเพื่อส่งออกรายใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกต้องประสบความแห้งแล้งรุนแรงในหลายพื้นที่การผลิต อีกทั้งอินเดียยังเป็นผู้บริโภคน้ำตาลรายใหญ่ของโลก จึงส่งผลให้เกิดการขาดแคลนน้ำตาลอย่างหนักในอินเดีย ในขณะที่บราซิลประสบปัญหาน้ำท่วมและฝนตกหนักในหลายพื้นที่เช่นเดียวกับจีนทำให้อุปทานของน้ำตาลในตลาดโลกลดลงเป็นอย่างมาก [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=bankngam.wordpress.com&blog=4518680&post=312&subd=bankngam&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p><a href="http://bankngam.files.wordpress.com/2009/07/hd-copy4.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-220" title="HD copy" src="http://bankngam.files.wordpress.com/2009/07/hd-copy4.jpg?w=500&#038;h=139" alt="HD copy" width="500" height="139" /></a></p>
<p> </p>
<h1>เรื่องหวาน ๆ ที่ไม่หวานของน้ำตาล</h1>
<p align="right"> </p>
<p align="right">By Tiraphap Fakthong</p>
<p align="right">Freelance Educator and Quantitative Analyst</p>
<p align="right"> </p>
<p>           สถานการณ์ปัจจุบันของราคาน้ำตาลที่มีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรงในปี 2552  กำลังกลายเป็นประเด็นร้อนที่หลาย ๆ ประเทศกำลังจับตามอง รวมไปถึงกลุ่มนักลงทุนเก็งกำไรในตลาดค้าสินค้าเกษตรล่วงหน้า ซึ่งราคาน้ำตาลนั้นตอนนี้แตะที่ระดับประมาณ 17 บาท ต่อ กิโลกรัม ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ เกือบ ๆ 30 ปี หากมองในมุมมองของนักลงทุนพื้นหรือนักเศรษฐศาตร์ เรื่องนี้เป็นเรื่องทำธรรมดาที่จะมีการผันผวนอย่างรุนแรงของราคาสินค้าเกษตร อันเนื่องมาจากการมีอุปทานน้ำตาลไม่เพียงพอกับอุปสงค์ ดังที่องค์การน้ำตาลระหว่างประเทศได้มีการคาดการณ์ว่า ในปี 2552 ปริมาณน้ำตาลจะอยู่ในสถาวะขาดดุล หรือ ไม่เพียงพอต่อความต้องการประมาณ 9.35 ล้านตัน อันเนื่องมาจากการการผลิตที่หดตัวของประเทศผลิตน้ำตาลยักษ์ใหญ่ของโลก อาทิ อินเดีย บราซิล และจีน เป็นต้น</p>
<p> </p>
<p><strong>สาเหตุของการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำตาล</strong><strong> </strong></p>
<p> </p>
<p>                เหตุผลหลักที่ผลักดันราคาน้ำตาลโลกให้สูงขึ้น คือ การที่ประเทศผลิตน้ำตาลรายใหญ่ประสบปัญหาการผลิตน้ำตาลโดยไม่สามารถผลิตให้เพียงพอกับความต้องการน้ำตาลที่เพิ่มขึ้นขึ้นทุก ๆ ปีของโลกได้ อันเนื่องมาจากภัยธรรมชาติที่มาแบบเหนือความคาดหมาย ยกตัวอย่าง อินเดียซึ่งเป็นเป็นเทศที่เคยผลิตอ้อยเพื่อส่งออกรายใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกต้องประสบความแห้งแล้งรุนแรงในหลายพื้นที่การผลิต อีกทั้งอินเดียยังเป็นผู้บริโภคน้ำตาลรายใหญ่ของโลก จึงส่งผลให้เกิดการขาดแคลนน้ำตาลอย่างหนักในอินเดีย ในขณะที่บราซิลประสบปัญหาน้ำท่วมและฝนตกหนักในหลายพื้นที่เช่นเดียวกับจีนทำให้อุปทานของน้ำตาลในตลาดโลกลดลงเป็นอย่างมาก ในขณะที่ทางรอยเตอร์ได้คาดการณ์อุปสงค์ต่อน้ำตาลในจีนยังคงขยายตัว 7 % จนถึงปีหน้า นอกเหนือจากนั้นการผลิตน้ำตาลในกลุ่ม EU ก็ยังลดลงตามด้วย</p>
<p> </p>
<p><strong>ย้อนกลับมาดูประเทศไทย ใครได้ประโยชน์ ใครเสียประโยชน์ </strong><strong>?</strong></p>
<p> </p>
<p>                ผู้ที่มีแนวโน้มจะได้ประโยชน์จากราคาน้ำตาลที่สูงขึ้นเห็นได้ชัดว่าจะเป็นกลุ่มบริษัทผู้ผลิตและส่งออกน้ำตาลในประเทศไทย ซึ่งผมมองว่าน่าจะได้กำไรจากการส่งออกน้ำตาลที่สูงขึ้นจนถึงสิ้นปีนี้ อาจส่งผลให้เกิดการซื้อหุ้นเก็งกำไรของกลุ่มน้ำตาลในช่วงสั้น ๆ ของปีนี้ นอกจากนั้นอาจจะส่งผลต่อราคาสินค้าโภคภัณฑ์ให้ปรับตัวสูงขึ้นด้วย ในส่วนของผู้บริโภคอาจกลายเป็นผู้ที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดในระบบ อันเนื่องมาจากการต้องจ่ายเงินแพงขึ้นในการบริโภคน้ำตาล ซึ่งแม้ว่ารัฐบาลจะกำหนดราคาขั้นต่ำในการขาย แต่ปัญหาเรื่องตลาดมืด และแนวโน้มการขาดแคลนน้ำตาลเพื่อการบริโภคในประเทศยังคงเป็นสิ่งที่ไม่สามารถมองข้ามได้ในขณะนี้สำหรับผู้ดำเนินนโยบาย</p>
<p> </p>
<p><strong>อีกมุมหนึ่งของแนวทางการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับประเทศไทย</strong><strong> </strong></p>
<p><strong> </strong></p>
<p>                อันเนื่องมาจากแนวโน้มของราคาน้ำตาลในตลาดสูงขึ้น ต้นทุนค่าขนส่งที่ลดลงและกอรปกับค่าเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นนับแต่ปี 2544 เป็นปัจจัยหนุนปัจจัยหนึ่งที่เอื้อต่อการส่งออกของน้ำตาล ซึ่งเป็นสินค้าขาดตลาดอยู่ในขณะนี้ ผู้เขียนมองว่าภาระกิจหลักของผู้ดำเนินนโยบายควรที่จะเน้นการควบคุมปริมาณการผลิตและการบริโภคน้ำตาลภายในประเทศให้มีเสถียรภาพก่อนจะไปพูดกันถึงด้านการควบคุมราคา โดยควรจะจับตามองไปที่ปริมาณการส่งออกน้ำตาลของกลุ่มบริษัทที่ผลิตน้ำตาลเพื่อการส่งออก รวมไปถึงการแก้ปัญหาการกักตุนสินค้า และการจัดการกับตลาดมืดซึ่งเป็นศัตรูตัวฉกาจของนโยบายการกำหนดราคาขั้นต่ำของรัฐ จากนั้นจึงค่อยปรับราคาขั้นต่ำให้สมเหตุสมผลกับราคาตลาดโลก เพราะราคาน้ำตาลถูกกำหนดมากจากตลาดโลก ซึ่งอาจสูงขึ้นหรือลดลงอย่างรวดเร็ว ในขณะที่เราอาจจะเจอสถานการณ์สวนทางหรือเป็นไปในทางเดียวกันก็ได้ เราเรียกเหตุการณ์นี้ว่าเป็นปัจจัยภายนอกที่ยากยิ่งต่อการควบคุม แต่ปัจจัยที่เราสามารถควบคุมได้ คือ ปริมาณของอุปทานน้ำตาลในประเทศ</p>
<p>             ผู้เขียนยังมองอีกว่า จากแรงจูงใจทางด้านราคาในช่วงนี้อาจส่งผลในระยะยาว หากมีการผลิตหรือกักตุนน้ำตาลมากจนเกินไปก็อาจทำให้ผู้ประกอบการขาดทุนในปีหน้า เนื่องจากอาจเกิดปัญหาราคาตกต่ำของน้ำตาลของตลาดโลกในปีหน้า จากการที่ผู้ผลิตหลายรายเร่งการผลิตจนมากเกินความจำเป็น  ดังนั้นการควบคุมตลาดภายในประเทศให้มีประสิทธิภาพต่อการดำเนินนโยบายของรัฐ และการรักษาสมดุลการผลิตและบริโภคน้ำตาลในประเทศ ไม่ให้เกิดการขาดแคลนของน้ำตาลในประเทศ จึงเป็นเรื่องหลักเรื่องแรกที่ผู้ดำเนินนโยบายระดับประเทศไม่ควรมองข้าม จากนั้นจึงค่อยมาพูดกันเรื่องว่าจะปรับราคาขั้นต่ำให้เป็นเท่าไหร่ ไม่เช่นนั้นเรื่องหวาน ๆ ของน้ำตาลอาจกลายเป็นเรื่องขม ๆ ระดับประเทศก็เป็นได้   </p>
<p align="right"> </p>
Posted in PUBLIC ECONOMICS  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/bankngam.wordpress.com/312/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/bankngam.wordpress.com/312/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/bankngam.wordpress.com/312/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/bankngam.wordpress.com/312/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/bankngam.wordpress.com/312/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/bankngam.wordpress.com/312/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/bankngam.wordpress.com/312/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/bankngam.wordpress.com/312/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/bankngam.wordpress.com/312/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/bankngam.wordpress.com/312/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=bankngam.wordpress.com&blog=4518680&post=312&subd=bankngam&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://bankngam.wordpress.com/2009/08/31/312/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
	
		<media:content url="http://0.gravatar.com/avatar/49b9aa44b33a0ce94248abe6bb31563f?s=96&#38;d=wavatar&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">MSi</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://bankngam.files.wordpress.com/2009/07/hd-copy4.jpg" medium="image">
			<media:title type="html">HD copy</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>F Economics : ความเสี่ยงทางการเงิน</title>
		<link>http://bankngam.wordpress.com/2009/08/20/f-economics-%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%87%e0%b8%b4%e0%b8%99/</link>
		<comments>http://bankngam.wordpress.com/2009/08/20/f-economics-%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%87%e0%b8%b4%e0%b8%99/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 20 Aug 2009 10:51:26 +0000</pubDate>
		<dc:creator>MSi</dc:creator>
				<category><![CDATA[QUANTITATIVE ECONOMICS]]></category>
		<category><![CDATA[ความเสี่ยง]]></category>
		<category><![CDATA[ความเสี่ยงด้านการปฏิบัติการ]]></category>
		<category><![CDATA[ความเสี่ยงด้านเครดิต]]></category>
		<category><![CDATA[ความเสี่ยงตลาด]]></category>
		<category><![CDATA[ความไม่แน่นอน]]></category>
		<category><![CDATA[เงิน]]></category>
		<category><![CDATA[Credit Rosk]]></category>
		<category><![CDATA[Financial Risk]]></category>
		<category><![CDATA[Frank H Knight]]></category>
		<category><![CDATA[Market Risk]]></category>
		<category><![CDATA[Operational Risk]]></category>
		<category><![CDATA[Risk]]></category>
		<category><![CDATA[Uncertainty]]></category>
		<category><![CDATA[value]]></category>
		<category><![CDATA[value of decision]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://bankngam.wordpress.com/?p=282</guid>
		<description><![CDATA[
 
ความเสี่ยงทางการเงิน (Financial Risks)
 
By Tiraphap Fakthong
Freelance Educator and Quantitative Analyst
(จาก นสพ ASTVผู้จัดการ ฉบับวันที่ 20 ส.ค.52)
 
                 ตลาดการเงินในปัจจุบัน การลงทุนสำหรับนักลงทุนในบ้านเราคงไม่อาจที่จะปฏิเสธการเข้าไปจัดการบริหารความเสี่ยงในการลงทุนที่มีมากมายและถาโถมเข้ามาเช่นเดียวกับการขยายตัวของโลกกาภิวัฒน์ของระบบทุนนิยม นักลงทุนสามารถติดต่อกับนักลงทุนอื่น ๆ ทั่วโลกได้ง่ายขึ้น ด้วยเหตุนี้การกระทำของคน ๆ เดียว หรือ กลุ่ม ๆ เดียวจึงไม่อาจสามารถทำให้เป็นเรื่องเฉพาะของเขาเหล่านั้นได้อีกต่อไป อาทิ การไหลเข้าออกของเงินทุนของกลุ่มทุน การลงทุนซึ้อหุ้นหรือพันธบัตร การดำเนินนโยบายทางการเงินการคลังของรัฐบาลทั้งในและเทศ การกระทำของนักลงทุนกลุ่มหนึ่ง ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อนักลงทุนคนอื่น ๆ  หรือการกระทำธุรกรรมของเราเองที่ไม่อาจทราบผลที่แน่นอน สิ่งที่ไหลเข้ามานอกจากโอกาสทางการเงินที่เปิดกว้างแล้วยังรวมไปถึงการขยายตัวของโอกาสในการรับรู้ความเสี่ยงและความไม่แน่นอนอีกด้วย (Risk and Uncertainty) ซึ่งสิ่งเหล่านี้อาจจะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยจนถึงมหาศาลของผลตอบแทนที่ได้รับจริงต่อผลตอบแทนที่เราคาดหวังก่อนการลงทุน เช่น ท่านรู้ได้อย่างไรว่าในปีหน้าหุ้นที่ท่านซื้อไว้ราคาจะเป็นเท่าที่นักวิเคราะห์หลายท่านบอกเอาไว้ ในขณะที่ราคาน้ำมันยังคงผันผวน การก่อหนี้ที่เพิ่มขึ้นของรัฐบาลที่อาจส่งผลต่ออัตราดอกเบี้ยระยะยาว รวมไปถึงเสถียรภาพทางการเมืองยังคงต้องใช้เวลาในการปรับตัว ยังคงเป็นตัวแปรที่เราไม่สามารถควบคุมได้ นักลงทุนหลายท่านจึงมีเป้าหมายในการพยายามปรับตัวเพื่อให้สามารถจัดการบริหารกับความเสี่ยงให้ดีขึ้น ดังนั้นก้าวแรกที่สำคัญคือ การทำความเข้าใจความแตกต่างระหว่างความเสี่ยงและความไม่แน่นอน และประเภทของความเสี่ยงทางการเงินก่อน
 
ความเสี่ยงและความไม่แน่นอนแตกต่างกันอย่างไร ?
 
                ในปี 1921 นักเศรษฐศาสตร์ Frank [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=bankngam.wordpress.com&blog=4518680&post=282&subd=bankngam&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p><a href="http://bankngam.files.wordpress.com/2009/07/hd-copy4.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-220" title="HD copy" src="http://bankngam.files.wordpress.com/2009/07/hd-copy4.jpg?w=500&#038;h=139" alt="HD copy" width="500" height="139" /></a></p>
<p><strong> </strong></p>
<h1>ความเสี่ยงทางการเงิน (Financial Risks)</h1>
<p align="right"> </p>
<p align="right">By Tiraphap Fakthong</p>
<p align="right">Freelance Educator and Quantitative Analyst</p>
<p align="right">(จาก นสพ ASTVผู้จัดการ ฉบับวันที่ 20 ส.ค.52)</p>
<p align="right"> </p>
<p>                 ตลาดการเงินในปัจจุบัน การลงทุนสำหรับนักลงทุนในบ้านเราคงไม่อาจที่จะปฏิเสธการเข้าไปจัดการบริหารความเสี่ยงในการลงทุนที่มีมากมายและถาโถมเข้ามาเช่นเดียวกับการขยายตัวของโลกกาภิวัฒน์ของระบบทุนนิยม นักลงทุนสามารถติดต่อกับนักลงทุนอื่น ๆ ทั่วโลกได้ง่ายขึ้น ด้วยเหตุนี้การกระทำของคน ๆ เดียว หรือ กลุ่ม ๆ เดียวจึงไม่อาจสามารถทำให้เป็นเรื่องเฉพาะของเขาเหล่านั้นได้อีกต่อไป อาทิ การไหลเข้าออกของเงินทุนของกลุ่มทุน การลงทุนซึ้อหุ้นหรือพันธบัตร การดำเนินนโยบายทางการเงินการคลังของรัฐบาลทั้งในและเทศ การกระทำของนักลงทุนกลุ่มหนึ่ง ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อนักลงทุนคนอื่น ๆ  หรือการกระทำธุรกรรมของเราเองที่ไม่อาจทราบผลที่แน่นอน สิ่งที่ไหลเข้ามานอกจากโอกาสทางการเงินที่เปิดกว้างแล้วยังรวมไปถึงการขยายตัวของโอกาสในการรับรู้ความเสี่ยงและความไม่แน่นอนอีกด้วย (Risk and Uncertainty) ซึ่งสิ่งเหล่านี้อาจจะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยจนถึงมหาศาลของผลตอบแทนที่ได้รับจริงต่อผลตอบแทนที่เราคาดหวังก่อนการลงทุน เช่น ท่านรู้ได้อย่างไรว่าในปีหน้าหุ้นที่ท่านซื้อไว้ราคาจะเป็นเท่าที่นักวิเคราะห์หลายท่านบอกเอาไว้ ในขณะที่ราคาน้ำมันยังคงผันผวน การก่อหนี้ที่เพิ่มขึ้นของรัฐบาลที่อาจส่งผลต่ออัตราดอกเบี้ยระยะยาว รวมไปถึงเสถียรภาพทางการเมืองยังคงต้องใช้เวลาในการปรับตัว ยังคงเป็นตัวแปรที่เราไม่สามารถควบคุมได้ นักลงทุนหลายท่านจึงมีเป้าหมายในการพยายามปรับตัวเพื่อให้สามารถจัดการบริหารกับความเสี่ยงให้ดีขึ้น ดังนั้นก้าวแรกที่สำคัญคือ การทำความเข้าใจความแตกต่างระหว่างความเสี่ยงและความไม่แน่นอน และประเภทของความเสี่ยงทางการเงินก่อน</p>
<p> </p>
<p><em>ความเสี่ยงและความไม่แน่นอนแตกต่างกันอย่างไร </em><em>?</em></p>
<p> </p>
<p>                ในปี 1921 นักเศรษฐศาสตร์ Frank H Knight ได้อธิบายความแตกต่างระหว่างความเสี่ยงและความไม่แน่นอนไว้</p>
<p> </p>
<p><em>                 “Uncertainty must be taken in a sense radically distinct from the familiar notion of Risk, from which it has never been properly separated &#8230; The essential fact is that &#8220;risk&#8221; means in some cases a quantity susceptible of measurement, while at other times it is something distinctly not of this character; and there are far-reaching and crucial differences in the bearings of the phenomenon depending on which of the two is really present and operating. &#8230; It will appear that a measurable uncertainty, or &#8220;risk&#8221; proper, as we shall use the term, is so far different from an unmeasurable one that it is not in effect an uncertainty at all. We &#8230; accordingly restrict the term &#8220;uncertainty&#8221; to cases of the non-quantitive type.”</em><em> </em></p>
<p> </p>
<p>                   สามารถอธิบายให้เข้าใจง่าย ๆ ด้วยการยกตัวอย่าง การชกมวย  ซึ่งนักมวยทั้งสองฝ่ายจะได้รับทราบถึงกฎกติกาอย่างละเอียดก่อนการชก ดังนั้นสิ่งที่เขาจะทำคือ กำหนดกลยุทธ์ในการชกเพื่อเอาชนะอีกฝั่งให้ได้ เช่น ถ้าเราเดินแบบนี้แล้วเขาจะเดินแบบไหน เป็นต้น หากอีกฝั่งสามารถกำหนดกลวิธีที่เหนือกว่าเพราะเป็นนักมวยที่เก่งกว่าแล้วสามารถชกเอาชนะไปได้เราเรียกกรณีเช่นนี้ว่า <strong>ความเสี่ยง</strong> เช่นเดียวกับสิ่งที่เกิดขึ้นในการลงทุนในปัจจุบัน</p>
<p>                  หากเราเปลี่ยนใหม่ โดยที่ไม่บอกว่ากฎกติกาการชกจะเป็นแบบอย่างไรให้ทั่งสองฝ่ายทราบ และจะลงโทษผู้ที่ทำผิดกติกาแบบสุ่มด้วย ท่านลองคิดดูว่าผลจะเป็นอย่างไร สิ่งนี้เราเรียกว่า <strong>ความไม่แน่นอน</strong></p>
<p><strong>                    ดังนั้น ความแตกต่างของความเสี่ยงและความไม่แน่นอนคือ การวัดได้ (Measurable) ความเสี่ยงนั้นวัดได้แต่ความไม่แน่นอนนั้นวัดไม่ได้</strong></p>
<p> </p>
<p><em>ความเสี่ยงทางการเงิน </em><em>(Financial Risk)</em></p>
<p>               </p>
<p>                เราสามารถแบ่งความเสี่ยงทางการเงินได้ออกเป็น 3 ประเภท<a href="http://bankngam.wordpress.com/wp-admin/#_ftn1">[1]</a> คือ</p>
<p> </p>
<ol>
<li><strong>ความเสี่ยงตลาด </strong><strong>(Market Risk)</strong> เป็นความเสี่ยงของการที่จะเสีย โดยราคาหรือการเปลี่ยนแปลงของราคา ซึ่งเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยในตลาดโลกหรืออื่น ๆ การผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน การดำเนินนโยบายใช้จ่ายของรัฐบาล การผันผวนของราคาสินค้าอุปโภคบริโภคภายในและนอกประเทศ ซึ่งเหล่านี้ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของอุปสงค์และอุปทานการลงทุนในตลาดการเงิน ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของมูลค่าการลงทุน อาทิ การใช้จ่ายเพิ่มขึ้นและการก่อหนี้ของภาครัฐ ส่งผลให้ความเสี่ยงการลงทุนภายในประเทศเพิ่มขึ้น อัตราผลตอบแทนคาดการณ์ในระยะยาวจึงมีแนวโน้มสูงขึ้น อาจส่งผลให้ราคาของหุ้นหรือค่าเงินในปัจจุบันกับอนาคตมีความแตกต่างกันมาก </li>
<li><strong>ความเสี่ยงด้านเครดิต </strong><strong>(Credit Risk) </strong>เป็นความเสี่ยงที่จะสูญเสีย อันเนื่องมาจากการไม่กระทำตามสัญญาของคู่สัญญาอีกฝั่ง ซึ่งอาจเป็นได้ทั้งการเต็มใจและไม่เต็มใจที่จะไม่ทำ เช่น การผิดนัดชำระหนี้ การผิดนัดการแลกเปลี่ยนสินค้า การได้ผลตอบแทนไม่ครบตามที่สัญญาไว้ในหุ้นกู้ เป็นต้น ซึ่งเราสามารถลดความเสี่ยงในด้านนี้ได้โดยการลงทุนผ่านตลาดที่มีตัวกลาง เช่น ตลาดหุ้น หรือ ฟิวเจอร์ เป็นต้น ซึ่งในเมืองไทยยังต้องการการพัฒนาตลาดที่เป็นทางเลือกอื่น ๆ ในการลงทุนอีกมาก<strong> </strong><strong> </strong></li>
<li><strong>ความเสี่ยงด้านการปฏิบัติการ (</strong><strong>Operational Risk) </strong>เป็นความเสี่ยงที่เกิดขึ้นได้อยู่ตลอดเวลา อันเนื่องมาจากการปฏิบัติการที่ผิดพลาดหรือไม่เหมาะสม ที่มาจากคทั้งคนหรือองกรค์ หรือจากเหตุการณ์ภายนอก เช่น การทำสัญญาทางการเงินที่ผิดพลาด การทำผิดกฎหมายโดยไม่ตั้งใจหรือตั้งใจของบริษัทที่เราซื้อหุ้น การไม่ทำตามนโยบายการลงทุนของกองทุนรวมที่เรามีหน่วยลงทุนอยู่ เป็นต้น การติดตามและเฝ้าระวังนโยบายของบริษัทอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้สามารถกำหนดกลยุทธ์การลงทุนให้เหมาะสมได้ยิ่งขึ้น  <strong> </strong></li>
</ol>
<p> </p>
<p>               ดังที่ได้กล่าวไว้โดยสังเขปข้างต้น การเรียนรู้ที่จะปรับตัวเพื่อรับมือกับความเสี่ยงที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเป็นสิ่งที่สำคัญมากต่อนักลงทุน ตลาดการเงินของประเทศไทยในอนาคตผู้เขียนคาดการณ์ว่าการคำนวณหรือการคาดการณ์ผลตอบแทนจากการลงทุนอาจจะกลายเป็นเรื่องพื้น ๆ เรื่องหนึ่งในการตัดสินใจลงทุน แต่การบริหารจัดการความเสี่ยงจะมีบทบาทสำคัญเป็นอย่างมาก ซึ่งจะกลายเป็นตัวกำหนดทิศทางของการพัฒนาตลาดการเงินในประเทศไทยเลยทีเดียว</p>
<p> </p>
<hr size="1" /><a href="http://bankngam.wordpress.com/wp-admin/#_ftnref1">[1]</a> Philipe Jorion, <span style="text-decoration:underline;">Financial Risk Manager (Fourth Edition)</span>, Wiley ,2007.</p>
Posted in QUANTITATIVE ECONOMICS  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/bankngam.wordpress.com/282/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/bankngam.wordpress.com/282/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/bankngam.wordpress.com/282/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/bankngam.wordpress.com/282/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/bankngam.wordpress.com/282/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/bankngam.wordpress.com/282/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/bankngam.wordpress.com/282/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/bankngam.wordpress.com/282/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/bankngam.wordpress.com/282/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/bankngam.wordpress.com/282/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=bankngam.wordpress.com&blog=4518680&post=282&subd=bankngam&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://bankngam.wordpress.com/2009/08/20/f-economics-%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%87%e0%b8%b4%e0%b8%99/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://0.gravatar.com/avatar/49b9aa44b33a0ce94248abe6bb31563f?s=96&#38;d=wavatar&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">MSi</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://bankngam.files.wordpress.com/2009/07/hd-copy4.jpg" medium="image">
			<media:title type="html">HD copy</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>การจัดการด้านบุคลการทางการศึกษา (1)</title>
		<link>http://bankngam.wordpress.com/2009/08/06/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%9a%e0%b8%b8%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%97%e0%b8%b2/</link>
		<comments>http://bankngam.wordpress.com/2009/08/06/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%9a%e0%b8%b8%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%97%e0%b8%b2/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 06 Aug 2009 07:26:56 +0000</pubDate>
		<dc:creator>bankngam</dc:creator>
				<category><![CDATA[DAIRY LIFE ECONOMICS]]></category>
		<category><![CDATA[การรับอาจารย์]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[ครู]]></category>
		<category><![CDATA[ตรี]]></category>
		<category><![CDATA[ปริญญา]]></category>
		<category><![CDATA[อาจารย์]]></category>
		<category><![CDATA[เอก]]></category>
		<category><![CDATA[โท]]></category>
		<category><![CDATA[education]]></category>
		<category><![CDATA[HR]]></category>
		<category><![CDATA[human capital]]></category>
		<category><![CDATA[private good]]></category>
		<category><![CDATA[public good]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://bankngam.wordpress.com/?p=277</guid>
		<description><![CDATA[ข้อเสนอแนะต่อการจัดการศึกษาในระดับอุดมศึกษาของไทย: ว่าด้วยเรื่อง การจัดการด้านบุคลการทางการศึกษา (1)
 
                ประเด็นการจัดการศึกษาที่มีประสิทธิภาพนั้น บางคนอาจจะมองเป็นเรื่องซึ่งไม่ใช่ปัญหาพื้นฐาน ทว่า ในมุมมองทางด้านเศรษฐศาสตร์ โดยเฉพาะทฤษฎีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสมัยใหม่ (New Growth theory model) แล้ว การจัดการศึกษาที่มีคุณภาพเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว ทั้งนี้เพราะ การจัดการศึกษาในระดับอุดมศึกษาอย่างไร้ประสิทธิภาพนั้น มิได้เพียงเปล่าประโยชน์ในแง่ที่ไม่สามารถทำให้นักศึกษา “เก่ง” ขึ้นได้แล้ว นั่นยังหมายถึง การที่รัฐบาลจ่ายเงินอุดหนุนการศึกษาแบบเปล่าเปลี้ยเสียของ (ซึ่งหากนำเงินก้อนเดียวกันไปลงทุนด้านอื่นประเทศจะดีขึ้นกว่านี้) และ ยังทำให้การผลิตของระบบเศรษฐกิจลดลงด้วยเช่นเดียวกัน[1]
                ดังนั้น การทบทวนอย่างเข้าใจใคร่ครวญ ในประเด็นการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยจึงเป็นประเด็นที่น่าจะมีการวิจัยเชิงนโยบายอย่างจริงจัง โดยเฉพาะในมุมมองของ นิสิตนักศึกษาเอง เพื่อสะท้อนถึงข้อประเด็นปัญหา เสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนา ตลอดจนแก้ไขปัญหาของประเทศในระดับโครงสร้างต่อไป
 
ปัญหาของระบบการศึกษาไทยในมุมมองผู้เรียน(Thai educational problems)
 
ปัจจุบัน หากผมเข้าใจไม่ผิด เกณฑ์การประเมินคุณภาพมหาวิทยาลัย (KPI: Key Performance Indicators) สำคัญประการหนึ่ง ซึ่งยึดถือเป็นการทั่วไป (โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยชื่อดังทั้งหลาย) คือ เรื่องของการมีบุคลากรทางการศึกษาที่จบปริญญาเอก ประเด็นนี้ในทัศนะของผมแล้วเป็นประเด็นที่มีปัญหาอย่างยิ่งครับ กล่าวคือ มหาวิทยาลัยต่างๆเท่าที่ผมสัมผัสมา มักที่จะไป Shopping อาจารย์ที่จบปริญญาเอกเรียบร้อยแล้ว มากกว่าที่จะรับวุฒิปริญญาตรี หรือ โทเข้ามา [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=bankngam.wordpress.com&blog=4518680&post=277&subd=bankngam&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p>ข้อเสนอแนะต่อการจัดการศึกษาในระดับอุดมศึกษาของไทย: ว่าด้วยเรื่อง การจัดการด้านบุคลการทางการศึกษา (1)</p>
<p> </p>
<p>                ประเด็นการจัดการศึกษาที่มีประสิทธิภาพนั้น บางคนอาจจะมองเป็นเรื่องซึ่งไม่ใช่ปัญหาพื้นฐาน ทว่า ในมุมมองทางด้านเศรษฐศาสตร์ โดยเฉพาะทฤษฎีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสมัยใหม่ (New Growth theory model) แล้ว การจัดการศึกษาที่มีคุณภาพเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว ทั้งนี้เพราะ การจัดการศึกษาในระดับอุดมศึกษาอย่างไร้ประสิทธิภาพนั้น มิได้เพียงเปล่าประโยชน์ในแง่ที่ไม่สามารถทำให้นักศึกษา “เก่ง” ขึ้นได้แล้ว นั่นยังหมายถึง การที่รัฐบาลจ่ายเงินอุดหนุนการศึกษาแบบเปล่าเปลี้ยเสียของ (ซึ่งหากนำเงินก้อนเดียวกันไปลงทุนด้านอื่นประเทศจะดีขึ้นกว่านี้) และ ยังทำให้การผลิตของระบบเศรษฐกิจลดลงด้วยเช่นเดียวกัน<a href="http://bankngam.wordpress.com/wp-admin/#_ftn1">[1]</a></p>
<p>                ดังนั้น การทบทวนอย่างเข้าใจใคร่ครวญ ในประเด็นการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยจึงเป็นประเด็นที่น่าจะมีการวิจัยเชิงนโยบายอย่างจริงจัง โดยเฉพาะในมุมมองของ นิสิตนักศึกษาเอง เพื่อสะท้อนถึงข้อประเด็นปัญหา เสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนา ตลอดจนแก้ไขปัญหาของประเทศในระดับโครงสร้างต่อไป</p>
<p> </p>
<p><em><strong>ปัญหาของระบบการศึกษาไทยในมุมมองผู้เรียน(Thai educational problems)</strong></em></p>
<p> </p>
<p>ปัจจุบัน หากผมเข้าใจไม่ผิด เกณฑ์การประเมินคุณภาพมหาวิทยาลัย (KPI: Key Performance Indicators) สำคัญประการหนึ่ง ซึ่งยึดถือเป็นการทั่วไป (โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยชื่อดังทั้งหลาย) คือ เรื่องของการมีบุคลากรทางการศึกษาที่จบปริญญาเอก ประเด็นนี้ในทัศนะของผมแล้วเป็นประเด็นที่มีปัญหาอย่างยิ่งครับ กล่าวคือ มหาวิทยาลัยต่างๆเท่าที่ผมสัมผัสมา มักที่จะไป Shopping อาจารย์ที่จบปริญญาเอกเรียบร้อยแล้ว มากกว่าที่จะรับวุฒิปริญญาตรี หรือ โทเข้ามา แล้วค่อยส่งไปเรียนต่อในระดับปริญญาเอก, โดยส่วนตัวแล้วผมเห็นว่าการรับนิสิตนักศึกษาที่จบปริญญาตรี-โทเข้ามาเป็นอาจารย์มีข้อดีมากกว่า ปริญญาเอกดังต่อไปนี้ครับ</p>
<p> </p>
<p>๑) คนที่จบปริญญายิ่งสูง ความห่างระหว่างผลตอบแทน (Benefits gap) การเป็นอาจารย์ กับ ผลตอบแทนทางภาคธุรกิจ ยิ่งห่างมากขึ้น ดังนั้น คนจบปริญญาเอก กลุ่มที่เก่งที่สุด หรือ เป็นผู้มีความสามารถพิเศษจริงๆ จะถูกทุ่มราคาเพื่อดึงไปทำงานในภาคเอกชนก่อน ทำให้สุดท้ายเราจะได้บุคลากรที่เป็นอาจารย์เป็นปริญญาเอกที่เก่งระดับปานกลาง มาเป็นอาจารย์แทน<a href="http://bankngam.wordpress.com/wp-admin/#_ftn2">[2]</a> ในทางกลับกัน หากเรารับนิสิต นักศึกษาที่เก่งๆ เข้ามาเป็นอาจารย์ในขณะที่ส่วนต่างของผมตอบแทนยังไม่มาก (ป.ตรี-โท) โอกาสจะได้คนเก่งย่อมสูงขึ้นเป็นลำดับ เพราะ คนเก่งที่มีนิสัยเลี่ยงความเสี่ยง (Risk aversion) จะยินดีเป็นอาจารย์เพื่อความมั่นคง มากกว่าที่จะเลือกไปลงทุนเรียนต่อแล้วต้องเผชิญกับความไม่แน่นอน<a href="http://bankngam.wordpress.com/wp-admin/#_ftn3">[3]</a></p>
<p> </p>
<p>๒) การรับนิสิตที่จบตรี-โท ของตนเอง เข้ามาเป็นอาจารย์ จะช่วยเพิ่มสารสนเทศ และ ลดความเสี่ยงในการเลือกคนผิด ไปได้มาก ทั้งนี้เพราะ การที่เราได้รู้จัก และ เรียนรู้ถึงลักษณะการทำงาน ฯลฯ ระหว่างศิษย์ และ อาจารย์ เป็นระยะเวลา 4 ปี (ป.ตรี) ถึง 6 ปี (ป.โท) ย่อมช่วยให้เราทราบถึงความสามารถในการถ่ายทอดความรู้ (ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่สำคัญที่สุดของการเป็นอาจารย์<a href="http://bankngam.wordpress.com/wp-admin/#_ftn4">[4]</a>) ได้อย่างมาก</p>
<p> </p>
<p>๓) การร่วมลงทุน ในทุนมนุษย์ (Joint venture in human capital) ด้วยการรับนิสิต-นักศึกษา ปริญญาตรี หรือ โท เข้ามาเป็นอาจารย์ และ ส่งไปเรียนต่อในต่างประเทศโดยมหาวิทยาลัย หรือ คณะ ช่วยเหลือในการแบกรับต้นทุนบางส่วน จะช่วยทำให้ความรู้ซึ่งเป็นสินค้าส่วนตัว (Private goods) กลายเป็นสินค้าสาธารณะ (public goods) อย่างน้อยก็ในแง่ความคาดหวัง/มุมมองผู้ลงทุน (ตัวมหาวิทยาลัย หรือ คณะเอง) ทั้งนี้ ผู้ที่ได้รับการช่วยเหลือดังกล่าวก็จะรู้สึกผูกพันกับองค์กร และ น่าที่จะกลับมาเป็นอาจารย์ด้วยความรู้สึกที่มากกว่า “ลูกจ้าง” กับ “นายจ้าง”<a href="http://bankngam.wordpress.com/wp-admin/#_ftn5">[5]</a></p>
<p> </p>
<p>แน่นอนว่า, แม้ว่า การรับอาจารย์ โดยเลือกจากคนที่จบปริญญาเอก, จบมหาวิทยาลัยต่างประเทศ จะยังประโยชน์หลายประการด้วยกัน อาทิ ได้เทคนิควิธีทางวิชาการ และ มุมมองที่ใหม่ หรือ แตกต่างไปจากบุคลากรของคณะ ซึ่งช่วยให้ คณะหรือมหาวิทยาลัยเกิดการพัฒนา หรือ เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ อย่างไรก็ตามแต่ ผมยังคิดว่า ประโยชน์ดังกล่าวน่าที่จะไม่สามารถชดเชย ข้อดีในการรับนิสิต นักศึกษาปริญญาตรี และ โท จากมหาวิทยาลัยของตนเองดังที่ผมได้อธิบายไว้ในข้างต้น ไปได้</p>
<p> </p>
<hr size="1" /><a href="http://bankngam.wordpress.com/wp-admin/#_ftnref1">[1]</a> การเข้าสู่ระบบการศึกษาทำให้กำลังแรงงานของระบบเศรษฐกิจลดลง ส่งผลให้ผลิตผลที่ผลิตได้ของระบบเศรษฐกิจจึงลดลงด้วย (ดังนั้น การศึกษาต้องสร้างให้คนเก่งขึ้น อย่างน้อยก็ต้องเพียงพอที่จะชดเชยแรงงานที่หายไประหว่างการศึกษาต่อได้) จึงจะสมเหตุสมผลที่จะเรียนต่อ</p>
<p><a href="http://bankngam.wordpress.com/wp-admin/#_ftnref2">[2]</a> แน่นอนว่า ในความเป็นจริง ยังมีคนที่เก่งจริงๆ และ มี “อุดมการณ์ อยากที่จะมาเป็นอาจารย์” ยอมทิ้งเงินเดือนสูงลิ่วในภาคเอกชนเข้ามาเป็นอาจารย์อยู่เช่นเดียวกัน ซึ่งหมายความว่า ไม่ใช่คนเป็นอาจารย์ทุกคนจะไม่เก่งนะครับ เป็นคนละเรื่องกัน</p>
<p><a href="http://bankngam.wordpress.com/wp-admin/#_ftnref3">[3]</a> อาทิ จะจบมาแล้วมีงานทำไหม? อย่างไร?</p>
<p><a href="http://bankngam.wordpress.com/wp-admin/#_ftnref4">[4]</a> หากเก่งแต่ถ่ายทอดไม่เป็นไปทำวิจัยอย่างเดียว ในฐานะ “นักวิจัยเต็มเวลา” ดีกว่าไหม?</p>
<p><a href="http://bankngam.wordpress.com/wp-admin/#_ftnref5">[5]</a> เป็นเรื่องที่ดูไม่เป็นธรรมเท่าไหร่ หากเราพยายามเรียกร้อง อาจารย์มหาวิทยาลัยให้ทำเพื่อสาธารณะในขณะที่รัฐ/มหาวิทยาลัย/คณะ ไม่คิดลงทุนร่วมกันกับเขาเลย ในเวลาที่เขาต้องการทุนการศึกษา แต่พอจบกลับมา ดันเรียกร้องให้ช่วยสังคม ช่วยสอนหนังสือ ช่วยสารพัด</p>
Posted in DAIRY LIFE ECONOMICS  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/bankngam.wordpress.com/277/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/bankngam.wordpress.com/277/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/bankngam.wordpress.com/277/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/bankngam.wordpress.com/277/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/bankngam.wordpress.com/277/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/bankngam.wordpress.com/277/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/bankngam.wordpress.com/277/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/bankngam.wordpress.com/277/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/bankngam.wordpress.com/277/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/bankngam.wordpress.com/277/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=bankngam.wordpress.com&blog=4518680&post=277&subd=bankngam&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://bankngam.wordpress.com/2009/08/06/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%9a%e0%b8%b8%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%97%e0%b8%b2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/bfc1cdc200590395dbf88876cca5603c?s=96&#38;d=wavatar&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">bankngam</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>P Economics: ข้อเสนอกรรมการสมานฉันท์ ในมุมมองนักเศรษฐศาสตร์</title>
		<link>http://bankngam.wordpress.com/2009/07/25/p-economics-%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%89%e0%b8%b1/</link>
		<comments>http://bankngam.wordpress.com/2009/07/25/p-economics-%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%89%e0%b8%b1/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 25 Jul 2009 17:58:36 +0000</pubDate>
		<dc:creator>bankngam</dc:creator>
				<category><![CDATA[POLITICAL ECONOMY]]></category>
		<category><![CDATA[กฎหมาย]]></category>
		<category><![CDATA[รัฐธรร]]></category>
		<category><![CDATA[รัฐบาล]]></category>
		<category><![CDATA[รัฐบาลประชาธิปัตย์]]></category>
		<category><![CDATA[สมานฉันท์]]></category>
		<category><![CDATA[อำนาจ]]></category>
		<category><![CDATA[อำนาจนิติบัญญัติ]]></category>
		<category><![CDATA[อำนาจบริหาร]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐศาสตร์การเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[แก้รัฐธรรมนูญ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://bankngam.wordpress.com/?p=275</guid>
		<description><![CDATA[ข้อเสนอกรรมการสมานฉันท์ ในมุมมองนักเศรษฐศาสตร์

 สืบเนื่องจากการเกิดความแตกแยกแปลกร้าวในวิธีคิดทางการเมือง จนกลายมาเป็นการปะทะกันอย่างรุนแรงระหว่างมวลชนที่มีเฉดสีทางการเมืองแตกต่างกัน  ฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน และ วุฒิสมาชิก จึงได้ลงความเห้นร่วมกันที่จะใช้กลไกทางรัฐสภาเพื่อยุติ หรือ อย่างน้อยที่สุดคือ การบรรเทาเกลาทอนปัญหาให้คลี่คลายลงเป้นลำดับด้วยวิถีทางรัฐสภา ซึ่งประกอบไปด้วยส่วนสำคัญสองส่วนคือ ๑. การเปิดอภิปรายในสภา (ซึ่งล้มเหลวโดยสิ้นเชิง ในแง่ที่ว่า การอภิปรายดังกล่าวเป็นการ &#8220;หาเรื่อง&#8221; กันในสภาไม่ใช่การหาทางออกตามวัตถุประสงค์ดังที่ได้กล่าวไว้ต่อสาธารณชน) และ ๒. คือการตั้งกรรมการสมานฉันท์ขึ้นมาเพื่อศึกษาหาทางคลี่คลายปัญหา (ซึ่งเป็นผลพวงมาจากการอภิปรายที่ไม่ได้เรื่องข้างต้น นั่นเอง)
 มาจรบวันนี้ คณะกรรมการได้นำเสนอประเด็นทางออกสัมหรับสังคมไทยเป้นแผนระยะสั้นและยาวคือ&#8230; นะยะสั้นให้แก้รัฐธรรมนูญ ๖ ข้อ และ ระยะยาวให้ตั้งสสร.๓ เพื่อแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ!!! ในเบื้องต้นโดยยังไม่ต้องลงไปคลุกวงในกับเนื้อหารายมาตราที่จะต้องแก้ไข ผมคิดว่า สังคมไทยต้องการ  &#8220;เครื่องมือ&#8221;เยียวยา และ สร้างสมานฉันท์กันมากไปกว่าเรื่องของ &#8220;กฎหมาย&#8221; นะครับ

 

 ด้วยความเคารพ, ผมไม่ได้มีเจตนาที่จะตำหนิทุกท่านที่มีส่วนร่วมกับการได้มาซึ่งข้อสรุปข้างต้น  แต่อยากให้ท่านมองเป็นอีกเสียงหนึ่งซึ่งหวังดี และ มุ่งหมายจะเห็นประเทศดีขึ้นเป็นลำดับเช่นเดียวกัน ผมคิดว่า กรรมการสมานฉันท์ น่าที่จะนำเสนอชุดทางออกสำหรับสังคมในส่วนอื่นด้วย เพื่อที่จะคลายแรงตึงผิวทางการเมือง(มันต้องมีอะไรมากไปกว่าเรื่องกฎหมายซิน่า) และต้องไม่เป็นคำใหญ่ๆที่ฟังดูดี แต่ต้องเป้นแผนปฏิบัติการที่มีรายละเอียดพอสมควร ซึ่งคงต้องยอมรับว่า ให้ผมคิดเร็วๆ [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=bankngam.wordpress.com&blog=4518680&post=275&subd=bankngam&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p style="font:12px Thonburi;margin:0;"><strong><em>ข้อเสนอกรรมการสมานฉันท์ ในมุมมองนักเศรษฐศาสตร์</em></strong></p>
<p style="font:12px Thonburi;min-height:17px;margin:0;">
<p style="font:12px Thonburi;margin:0;"><span style="white-space:pre;"> </span>สืบเนื่องจากการเกิดความแตกแยกแปลกร้าวในวิธีคิดทางการเมือง จนกลายมาเป็นการปะทะกันอย่างรุนแรงระหว่างมวลชนที่มีเฉดสีทางการเมืองแตกต่างกัน  ฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน และ วุฒิสมาชิก จึงได้ลงความเห้นร่วมกันที่จะใช้กลไกทางรัฐสภาเพื่อยุติ หรือ อย่างน้อยที่สุดคือ การบรรเทาเกลาทอนปัญหาให้คลี่คลายลงเป้นลำดับด้วยวิถีทางรัฐสภา ซึ่งประกอบไปด้วยส่วนสำคัญสองส่วนคือ ๑. การเปิดอภิปรายในสภา (ซึ่งล้มเหลวโดยสิ้นเชิง ในแง่ที่ว่า การอภิปรายดังกล่าวเป็นการ &#8220;หาเรื่อง&#8221; กันในสภาไม่ใช่การหาทางออกตามวัตถุประสงค์ดังที่ได้กล่าวไว้ต่อสาธารณชน) และ ๒. คือการตั้งกรรมการสมานฉันท์ขึ้นมาเพื่อศึกษาหาทางคลี่คลายปัญหา (ซึ่งเป็นผลพวงมาจากการอภิปรายที่ไม่ได้เรื่องข้างต้น นั่นเอง)</p>
<p style="font:12px Thonburi;margin:0;"><span style="white-space:pre;"> </span>มาจรบวันนี้ คณะกรรมการได้นำเสนอประเด็นทางออกสัมหรับสังคมไทยเป้นแผนระยะสั้นและยาวคือ&#8230; นะยะสั้นให้แก้รัฐธรรมนูญ ๖ ข้อ และ ระยะยาวให้ตั้งสสร.๓ เพื่อแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ!!! ในเบื้องต้นโดยยังไม่ต้องลงไปคลุกวงในกับเนื้อหารายมาตราที่จะต้องแก้ไข ผมคิดว่า สังคมไทยต้องการ  &#8220;เครื่องมือ&#8221;เยียวยา และ สร้างสมานฉันท์กันมากไปกว่าเรื่องของ &#8220;กฎหมาย&#8221; นะครับ</p>
<p style="font:12px Thonburi;margin:0;">
<p style="font:12px Thonburi;margin:0;"><span style="white-space:pre;"><span id="more-275"></span></span><span style="white-space:pre;"> </span></p>
<p style="font:12px Thonburi;margin:0;">
<p style="font:12px Thonburi;margin:0;"><span style="white-space:pre;"> </span>ด้วยความเคารพ, ผมไม่ได้มีเจตนาที่จะตำหนิทุกท่านที่มีส่วนร่วมกับการได้มาซึ่งข้อสรุปข้างต้น  แต่อยากให้ท่านมองเป็นอีกเสียงหนึ่งซึ่งหวังดี และ มุ่งหมายจะเห็นประเทศดีขึ้นเป็นลำดับเช่นเดียวกัน ผมคิดว่า กรรมการสมานฉันท์ น่าที่จะนำเสนอชุดทางออกสำหรับสังคมในส่วนอื่นด้วย เพื่อที่จะคลายแรงตึงผิวทางการเมือง(มันต้องมีอะไรมากไปกว่าเรื่องกฎหมายซิน่า) และต้องไม่เป็นคำใหญ่ๆที่ฟังดูดี แต่ต้องเป้นแผนปฏิบัติการที่มีรายละเอียดพอสมควร ซึ่งคงต้องยอมรับว่า ให้ผมคิดเร็วๆ และ ถ่ายทอดผ่านบทความนี้ก็ไม่อยากจะทำเท่าไรนัก เนื่องจาก เป็นเรื่องที่อ่อนไหวเกินกว่าจะทำเพียงหยาบลวก แบบกะๆเอาได้</p>
<p style="font:12px Thonburi;margin:0;"><span style="white-space:pre;"> <!--more--></span></p>
<p style="font:12px Thonburi;margin:0;">
<p style="font:12px Thonburi;margin:0;">ทั้งนี้ เมื่อเราลงมาดูในรายละเอียดของข้อเสนอระยะสั้น ผมมีข้อคิดเห็น ในทุททองแบบนักเศรษฐศาสตร์ดังต่อไปนี้ครับ<span style="white-space:pre;"> </span>มาตรา ๒๓๗, คณะกรรมการฯ เสนอว่าให้ยกเลิกการยุบพรรค และ เพิกถอนสิทธิ์กรรมการบริหารพรรคการเมืองเสีย คงไว้เพียงการเพิกถอนสิทธิ์ผู้กระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งเท่านั้น&#8230; หากจะว่าไป มาตรานี้ได้รับการอภิปรายกันอย่างกว้างขวางมาอย่างหนักจนเรียกได้ว่าเป้นมาตราที่ช้ำที่สุดในบรรดามาตราต่างๆของรัฐธรรมนูญปัจจุบันก็ว่าได้ โดยส่วนตัวแล้ว ผมได้ยืนยัดชัดเจนอยู่หลายต่อหลายครั้งว่า การยุบพรรคอาจไม่ใช่ทางออกที่ดีนัก หากเรามองพรรคการเมืองเป็น กลุ่มก้อนของอุดมการณ์บางอย่างที่มาประชุมรวมกันโดยมีทุนเป็นต้วเชื่อม เพราะการยุบพรรคไม่ได้กระทบต่อปัจจัยทั้งสองประการอย่างมาก (เว้นแต่พรรคเก่าแก่จะกระทบเยอะหน่อย เพราะทุนสะสมอยู่ในตัว &#8220;ตราสินค้า&#8221; หรือ ชื่อพรรค มากกว่าทุนที่เป็นตัวเงิน)</p>
<p style="font:12px Thonburi;margin:0;">
<p style="font:12px Thonburi;margin:0;"><span style="white-space:pre;"><!--more--></span></p>
<p style="font:12px Thonburi;margin:0;">
<p style="font:12px Thonburi;margin:0;"><span style="white-space:pre;"> </span>ในขณะที่การเพิกถอนสิทธิ์ทางการเมืองของกรรมการบริหารพรรค เนื่องด้วยลูกพรรคกระทำผิดนั้นย่อมดูจะเป้นเรื่องที่เกินเลยมากไปทั้งในแง่หลักการ เพราะการจะสร้างให้เกิดการตรวจสอบกันเองภายในพรรคการเมืองนั้น น่าที่จะกระทำผ่านการ  &#8220;สร้างแรงจูงใจ&#8221; มากกว่า &#8220;ทำโทษ&#8221; ลองนึกดูซิครับ หากตำรวจต้องการสร้างชุมชนเข้มแข็ง เลยออกนโยบายบ้านข้างๆบ้านใครโดนโจรขึ้นบ้านแล้วไม่ช่วยสอดส่องป้องกัน บ้านหลังนั้นต้องโดยปรับด้วย!!! คุณจะคิดว่ามันเป้นธรรม หรือ? ดังนั้นในเบื้องต้น กับข้อเสนอแรกของคณะกรรมการฯ ผมค่อนข้างเห้นด้วยนะครับ</p>
<p style="font:12px Thonburi;margin:0;">
<p style="font:12px Thonburi;margin:0;"><span style="white-space:pre;"><!--more--></span></p>
<p style="font:12px Thonburi;margin:0;">
<p style="font:12px Thonburi;margin:0;"><span style="white-space:pre;"> </span>ทว่า, หากเรามองย้อนกลับไป แม้ว่ากฎหมายจะดูไม่สมเหตุสมผลอย่างไรก็ตาม มันก็ยังมีประโยชน์ในฐานะเครื่องสะท้องข้อเท็จจริงบางอย่างของระบบการเมืองไทยออกมา กล่าวคือ การที่มีหลายพรรคการเมืองได้รับผลกระทบถึงขั้นยุบพรรคการเมือง อันเนื่องมาจากมาตร ๒๓๗ นั้นสะท้อนให้เห็นว่า พรรคการเมืองนั้นมักมีสายตาสั้น (Myopia)  เพราะรู้ทั้งรู้ว่าการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองจะส่งผลลบสุงมาก ก็ยังเสี่ยงที่จะทำโดยมุ่งหวังผลตอบแทนระยะสั้นจากการเข้าสู่ต่ำแหน่งทางการเมือง ในอีกแง่หนึ่งก้ยังบอกอีกว่า (หากหัวหน้าพรรคไม่ได้รู้เห้นเป้นใจต่อการกระทำผิดเหล่านั้นจริงๆ) ระบบการถ่ายเทสารสนเทศในพรรคการเมืองเหล่านั้นย่อมมีปัญหาอย่างแน่นอน ลูกพรรคจึงแอบไปทำผิดกฎหมายเลือกตั้งได้โดยกรรมการบริหารพรรคไม่ทราบ โดยทั้งสองประการที่ได้กล่าวมานี้ล้วนแสดงถึงการขาดประสิทธิภาพในการบริหารงานในระดับพรรคการเมืองของไทยทั้งสิ้น (แล้วจะบริหารประเทศได้ไหมเนี้ย!!!)</p>
<p style="font:12px Thonburi;margin:0;">
<p style="font:12px Thonburi;margin:0;"><span style="white-space:pre;"><!--more--></span></p>
<p style="font:12px Thonburi;margin:0;">
<p style="font:12px Thonburi;margin:0;"><span style="white-space:pre;"> </span>มาตรา ๒๖๕, สมาชิกสภาผุ้แทนราษฎรสามารถดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้&#8230; มาตรนี้ยิ่งทำให้ผมรู้สึกสงสัยในประเด็นพื้นฐานที่สุดซึ่งเด็กมัธยมทั่วประเทศคงสงสัยเช่นเดียวกันคือ แล้วแบบนี้รัฐสภาก็เป็นเพียงสถานที่โชว์ปาหี่ระหว่างคนกลุ่มเดียวกันที่มาชงมุขตบมุขกันเองหรือไม่? ทั้งนี้เพราะ ตามหลักการแบ่งอำนาจ และ ถ่วงดุลตรวจสอบนั้น ฝ่ายนิติบัญญัติไม่ควรไปถือครองอำนาจฝ่ายบริหาร  เพราะหากฝ่ายนิติบัญญัติไปถือครองอำนาจบริหารแล้ว ฝ่ายนิติบัญญัติย่อมไม่มีแรงจุงใจจะตรวจสอบตนเอง (หรือพวกของตนเอง) ซึ่งดำรงตำแหน่งอยุ่ในขณะนั้น และนั่นจะเป้นสาเหตุหลักสำคัญที่นำมาซึ่งความล้มเหลวของระบบถ่วงดุลตรวจสอบอย่างแน่นอนที่สุด (ทุกวันนี้ยังเลวร้ายไม่พออีกหรือ?)</p>
<p style="font:12px Thonburi;margin:0;"><span style="white-space:pre;"> <!--more--></span></p>
<p style="font:12px Thonburi;margin:0;">
<p style="font:12px Thonburi;margin:0;">โดยการยืนกรานทำนองเดียวกัน ผมย่อมไมีท่าทีไม่เห้นด้วยกับมาตรา ๒๖๖ ซึ่งเสนอให้สส. สว. สามารถแก้ไขความเดือดร้อนของประชาชนผ่านส่วนราชการได้ (ซึ่งผมเข้าใจในที่นี้ว่า น่าจะหมายถึงการเข้าไปมีส่วนร่วมโดยตรงในทางบริหารได้ยามประชาชนเดือดร้อน) ทว่า หากหากกล่วโดยเคร่งครัดแล้ว ฝ่ายนิติบัญญัติควรทำหน้าที่ในการออกกฎหมายเป้นสำคัญ และ แม้ว่าจะตระหนักอย่างยิ่งถึงข้อเดือดร้อนของประชาชนก็ตาม สส. สว. จะต้องใช้กลไกทางรัฐสภาเข้าจัดการกับปัญหา ด้วยการตั้งกระทู้ และ กดดันรัฐบาลผ่านรัฐสภาให้นำไปสุ่การปฏิบัติ หลักการแบ่งอำนาจนี้ยังคงต้องยึดไว้ให้มั่น เว้นเพียงกรณีที่รัฐบาลไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้เป็นหารเฉพาะยิ่งแล้วเท่านั้น ฝ่ายนิติบัญญัติจึงอาจเข้ามามี &#8220;ส่วนร่วม&#8221; ในการใช้อำนาจทางบริหาร ซึ่งกรอบแนวคิดเช่นว่านี้นอกจากจะช่วยแบ่งเขตอำนาจหน้าที่ที่ชัดเจน (ทำให้ทำงานไม่สับสน) แล้วยังช่วยให้เป้นหลักประกันสำคัญในเรื่องความเข้มข้นในการตรวจสอบกันเองระหว่างสถาบันทางการเมือง และ เป้นหลักประกันว่าสถาบันทางการเมืองจะไม่ถูกคืบกลืนได้หมดในระยะเวลาอันสั้น (หากฝ่ายรัฐบาล = ฝ่ายนิติบัญญัติ ดังนั้น การยึดกุมสถาบันทางการเมืองอันใดอันหนึ่งได้ ก็เสมือนได้มาทั้งสองสถาบัน) ไปพร้อมกันด้วย</p>
<p style="font:12px Thonburi;margin:0;"><span style="white-space:pre;"> <!--more--></span></p>
<p style="font:12px Thonburi;margin:0;">
<p style="font:12px Thonburi;margin:0;">ส่วนมาตราที่เหลืออยู่นอกจากนี้อีก ๓ มาตรานั้น ผมมิได้มีข้อติดใจเป็นพิเศษมากนักจึงไม่ได้นำมาเรียนแจกแจง ณ ที่นี้ด้วย  ทว่าลำพังที่ได้ยกมาข้างต้นนี้ก้คงจะทำให้เราตระหนักชัดขึ้นอย่างน้อยสองประการว่า ๑. การแก้ไขรัฐธรรมนูญอิงอยู่กับผลประโยชน์ของประชาชนหรือนักการเมืองมากกว่ากันโดยเปรียบเทียบ และ สองคงได้เห้นมุมมองต่อการเมืองประเด็นการแก้รัฐธรรมนูญแบบนักเศรษฐศาสตร์พอสังเขปครับ</p>
<p style="font:12px Thonburi;margin:0;">
<p style="font:12px Thonburi;margin:0;"><span style="white-space:pre;"><!--more--></span></p>
<p style="font:12px Thonburi;margin:0;">
<p style="font:12px Thonburi;margin:0;"><span style="white-space:pre;"> </span>ท้ายสุดนี้, ผมแอบฝันหวานว่า&#8230; คงจะมีซักวัน (ซึ่งไม่ใช่วันนี้อย่างแน่นอน) ที่การแก้รัฐธรรมนูญอันถือเป้นกฎหมายสูงสุดของประเทศนั้น  ไม่อาจแก้เพียงเพื่อดุลผลประโยชน์ของกลุ่มการเมืองเพียงบางกลุ่มเท่านั้น, ขอให้ทุกคนฝันดี <img src='http://s.wordpress.com/wp-includes/images/smilies/icon_biggrin.gif' alt=':D' class='wp-smiley' /> </p>
Posted in POLITICAL ECONOMY  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/bankngam.wordpress.com/275/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/bankngam.wordpress.com/275/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/bankngam.wordpress.com/275/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/bankngam.wordpress.com/275/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/bankngam.wordpress.com/275/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/bankngam.wordpress.com/275/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/bankngam.wordpress.com/275/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/bankngam.wordpress.com/275/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/bankngam.wordpress.com/275/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/bankngam.wordpress.com/275/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=bankngam.wordpress.com&blog=4518680&post=275&subd=bankngam&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://bankngam.wordpress.com/2009/07/25/p-economics-%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%89%e0%b8%b1/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/bfc1cdc200590395dbf88876cca5603c?s=96&#38;d=wavatar&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">bankngam</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>Dark Economics: ความขาดประสิทธิภาพในการดูแลภาคเกษตรของรัฐ ก่อให้เกิดปัญหาขายบริการทางเพศได้อย่างไร?</title>
		<link>http://bankngam.wordpress.com/2009/07/25/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%b4%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b2/</link>
		<comments>http://bankngam.wordpress.com/2009/07/25/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%b4%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b2/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 25 Jul 2009 16:09:35 +0000</pubDate>
		<dc:creator>bankngam</dc:creator>
				<category><![CDATA[NON-CATEGORIZED]]></category>
		<category><![CDATA[การขาดประสิทธิภาพของรัฐ]]></category>
		<category><![CDATA[ขายตัว]]></category>
		<category><![CDATA[ขายบริการทางเพศ]]></category>
		<category><![CDATA[คนจนเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[คนชายขอบ]]></category>
		<category><![CDATA[รัฐบาล]]></category>
		<category><![CDATA[ราคา]]></category>
		<category><![CDATA[สินค้าเกษตร]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจนอกกฎหมาย]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจใต้ดิน]]></category>
		<category><![CDATA[โสเภณี]]></category>
		<category><![CDATA[prostitute]]></category>
		<category><![CDATA[underground economy]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://bankngam.wordpress.com/?p=270</guid>
		<description><![CDATA[(บทความนี้เขียนขึ้นด้วยความมุ่งหมายที่จะสะท้อนถึงความเชื่อมโยงของผลกระทบจากการขาดประสิทธิภาพของรัฐ กับการเติบโตของผู้ค้าบริการทางเพศ เท่านั้น!!!โดยมิได้มีจุดประสงค์จะก่อให้เกิดมุมมองที่ไม่เคารพต่อเอกสิทธิ์ในร่างกายของตนเองก็ดี ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ก็ดี รวมถึงความศรัทธาในเพื่อนมนุษย์ว่า ทุกคนต่างเลือกสิ่งที่ดีให้แก่ตนเองอย่างถึงที่สุดแล้วภายใต้ข้อจำกัดบางประการ )




สืบเนื่องจาก ผมได้มีโอกาสพบปะพูดคุยกับเพื่อนๆที่มีความรู้ในเรื่องเศรษฐกิจใต้ดิน (Underground economy) เมื่อเร็วๆนี้ แล้วก็ค้นพบข้อเท็จจริง (อย่างหยาบ) ประการหนึ่งคือ มีโสเภณี จำนวณหนึ่งที่เป็นโสเภณีตามฤดูกาล (Seasonal prostitute) ครับ กล่าวคือ ผู้ขายบริการทางเพศเหล่านี้บางส่วนมีอาชีพเกษตรกรในฤดูเพาะปลูก ทว่า ผลกำไรจากการทำการเกษตรไม่อาจเพียงพอที่จะหล่อเลี้ยงความต้องการบริโภคของครัวเรือนตนเองไปได้ตลอดปี ในขณะที่ทักษะแรงงานก็ไม่มี (กำลังกายที่จะไปทำงานแบกหามก็ไม่อำนวย) ดังนั้น จึงเข้ามาค้าบริการทางเพศ



นานวันเข้าสถานะของโสเภณีตามฤดูกาลนั้นก็จะเริ่มเปลี่ยนแปลงไปสู่รูปแบบของโสเภณีถาวร (Permanent prostitute) เพราะเหตุปัจัยหลายประการ อาทิ การสูญเสียทักษะทางการเกษตรอันเนื่องมาจากการเข้าฝังตัวอยู่ในเมืองนานจนเกินไป, การเสพติดคุณภาพชีวิตแบบเมือง, การได้รับผลกระทบทางสังคมในระดับชุมชนเมื่อทราบว่าตนเองเข้ามาค้าบริการทางเพศ ฯลฯท้ายสุดจึงมาลงเอยที่ ผู้ขายบริการทางเพศเหล่านี้กลายมาเป็นคนชายขอบในเมือง ที่จะก้าวขึ้นไปทำงานในระดับทักษะ (Skill labour) ที่ได้รับค่าตอบแทนสอดคล้องกับค่าครองชีพก็ไม่ได้ จะลงไปทำงานเป็นอาชีพที่รายได้น้อยอื่นๆรึก็ไม่พอใช้จ่าย จนต้องทำอาชีพขายบริการต่อไป



 ประเด็นที่น่าสนใจคือ อัตราการเติบโตของผู้ขายบริการที่เริ่มจะเป็นโสเภณีตามฤดูกาล เหล่านี้นั้นมีเป้นสัดส่วนเท่าไหร่ของทั้งหมดที่มีอยู่ในตลาดมืด ณ ขณะนี้ เพราะนั้นคือ ตัวเลขที่สะท้อนต้นทุนจากการขาดประสิทธิภาพในการดำเนินงานของกระทรวงพาณิชย์ และ กระทรวงเกษตร ในฐานะผู้ดูแลเกษตรกรไทยโดยตรง ผ่านการทำให้เกษตรกรไทยมีรายได้น้อยมากเมื่อเทียบกับเกษตรกรในโลกนี้ (ไม่ต้องข้ามไปถึงประเทศพัฒนาแล้ว ดูระหว่างภูมิภาคใกล้เคียงกันเราก้น่าที่จะมีอัตราผลลตอบแทนในภาคเกษตรต่ำว่าชาวบ้านเค้า, [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=bankngam.wordpress.com&blog=4518680&post=270&subd=bankngam&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p style="font:12px Thonburi;margin:0;">(บทความนี้เขียนขึ้นด้วยความมุ่งหมายที่จะสะท้อนถึงความเชื่อมโยงของผลกระทบจากการขาดประสิทธิภาพของรัฐ กับการเติบโตของผู้ค้าบริการทางเพศ เท่านั้น!!!โดยมิได้มีจุดประสงค์จะก่อให้เกิดมุมมองที่ไม่เคารพต่อเอกสิทธิ์ในร่างกายของตนเองก็ดี ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ก็ดี รวมถึงความศรัทธาในเพื่อนมนุษย์ว่า ทุกคนต่างเลือกสิ่งที่ดีให้แก่ตนเองอย่างถึงที่สุดแล้ว<span style="font-family:Thonburi, 'Times New Roman', 'Bitstream Charter', Times, 0;">ภายใต้ข้อจำกัดบางประการ )</span></p>
<p style="font:12px Thonburi;margin:0;">
<p style="font:12px Thonburi;margin:0;">
<p style="font:12px Thonburi;margin:0;"><span id="more-270"></span></p>
<p style="font:12px Thonburi;margin:0;">
<p style="font:12px Thonburi;margin:0;">สืบเนื่องจาก ผมได้มีโอกาสพบปะพูดคุยกับเพื่อนๆที่มีความรู้ในเรื่องเศรษฐกิจใต้ดิน (Underground economy) เมื่อเร็วๆนี้ แล้วก็ค้นพบข้อเท็จจริง (อย่างหยาบ) ประการหนึ่งคือ มีโสเภณี จำนวณหนึ่งที่เป็นโสเภณีตามฤดูกาล (Seasonal prostitute) ครับ กล่าวคือ ผู้ขายบริการทางเพศเหล่านี้บางส่วนมีอาชีพเกษตรกรในฤดูเพาะปลูก ทว่า ผลกำไรจากการทำการเกษตรไม่อาจเพียงพอที่จะหล่อเลี้ยงความต้องการบริโภคของครัวเรือนตนเองไปได้ตลอดปี ในขณะที่ทักษะแรงงานก็ไม่มี (กำลังกายที่จะไปทำงานแบกหามก็ไม่อำนวย) ดังนั้น จึงเข้ามาค้าบริการทางเพศ</p>
<p style="font:12px Thonburi;margin:0;">
<p style="font:12px Thonburi;margin:0;"><!--more--></p>
<p style="font:12px Thonburi;margin:0;">
<p style="font:12px Thonburi;margin:0;">นานวันเข้าสถานะของโสเภณีตามฤดูกาลนั้นก็จะเริ่มเปลี่ยนแปลงไปสู่รูปแบบของโสเภณีถาวร (Permanent prostitute) เพราะเหตุปัจัยหลายประการ อาทิ การสูญเสียทักษะทางการเกษตรอันเนื่องมาจากการเข้าฝังตัวอยู่ในเมืองนานจนเกินไป, การเสพติดคุณภาพชีวิตแบบเมือง, การได้รับผลกระทบทางสังคมในระดับชุมชนเมื่อทราบว่าตนเองเข้ามาค้าบริการทางเพศ ฯลฯท้ายสุดจึงมาลงเอยที่ ผู้ขายบริการทางเพศเหล่านี้กลายมาเป็นคนชายขอบในเมือง ที่จะก้าวขึ้นไปทำงานในระดับทักษะ (Skill labour) ที่ได้รับค่าตอบแทนสอดคล้องกับค่าครองชีพก็ไม่ได้ จะลงไปทำงานเป็นอาชีพที่รายได้น้อยอื่นๆรึก็ไม่พอใช้จ่าย จนต้องทำอาชีพขายบริการต่อไป</p>
<p style="font:12px Thonburi;margin:0;">
<p style="font:12px Thonburi;margin:0;"><span style="white-space:pre;"><!--more--></span></p>
<p style="font:12px Thonburi;margin:0;">
<p style="font:12px Thonburi;margin:0;"><span style="white-space:pre;"> </span>ประเด็นที่น่าสนใจคือ อัตราการเติบโตของผู้ขายบริการที่เริ่มจะเป็นโสเภณีตามฤดูกาล เหล่านี้นั้นมีเป้นสัดส่วนเท่าไหร่ของทั้งหมดที่มีอยู่ในตลาดมืด ณ ขณะนี้ เพราะนั้นคือ ตัวเลขที่สะท้อนต้นทุนจากการขาดประสิทธิภาพในการดำเนินงานของกระทรวงพาณิชย์ และ กระทรวงเกษตร ในฐานะผู้ดูแลเกษตรกรไทยโดยตรง ผ่านการทำให้เกษตรกรไทยมีรายได้น้อยมากเมื่อเทียบกับเกษตรกรในโลกนี้ (ไม่ต้องข้ามไปถึงประเทศพัฒนาแล้ว ดูระหว่างภูมิภาคใกล้เคียงกันเราก้น่าที่จะมีอัตราผลลตอบแทนในภาคเกษตรต่ำว่าชาวบ้านเค้า, ปล. แค่สมมติฐานนะครับ)<span style="white-space:pre;"> </span></p>
<p style="font:12px Thonburi;margin:0;">
<p style="font:12px Thonburi;margin:0;"><span style="white-space:pre;"><span style="white-space:normal;"><!--more--><br />
</span></span></p>
<p style="font:12px Thonburi;margin:0;">ทั้งนี้เพราะ  ปัญหาสินค้าเกษตรราคาต่ำ, เกษตรกรโดนรีดเร้นกำไรไปสู่พ่อค้าคนกลาง และ ข้าราชการที่เป็นใจนี้ คือรากสำคัญที่ทำให้ การไหลเข้าแสวงโชคของผู้ค้าบริการทางเพศยังคงมีอยู่อย่างไม่ขาดสาย  (แม้ว่าจะไม่ใช่ทั้งหมดของสาเหตุในการค้าบริการทางเพศก็ตาม) ความสัมพันธ์ของการขาดประสิทธิภาพในการดำเนินนโบายสินค้าเกษตรของรัฐ จึงส่งผลกระทบกว้างขาวงไปกว่ามิติทางเศรษฐกิจ แต่เพียงอย่างเดียว ทว่ายังคงส่งผลกระทบรุนแรงต่อภาคสังคม และ สาธารณสุขอย่างกว้างขวาง อีกด้วย</p>
<p style="font:12px Thonburi;margin:0;">
<p style="font:12px Thonburi;margin:0;"><span style="white-space:pre;"><!--more--> </span></p>
<p style="font:12px Thonburi;margin:0;"><span style="white-space:pre;"> </span>ท่านจะเชื่อหรือไม่ก็ตาม โปรดใช้วิจรณญาณในการพิจารณา เพราะ เรื่องที่กล่าวมาทั้งหมดในที่นี้วางอยู่บนข้อสมมติฐาน และ คะเนเอาด้วยอัตวิสัยของผู้เขียนเป็นสำคัญมิได้มีเอกสารทางวิชาการ หรือ การวิจัยสนับสนุนอย่างเป้นระบบตามระเบียบวิธี (ทว่าหากมีโอกาสผู้เขียนจะทำการศึกษาอย่างแน่นอนครับ และ จะคำนวณออกมาด้วยว่า ทุกๆ 1% ของการหดตัวในภาคภาคเกษตร จะส่งผลให้โสเภณีเพ่ิมขึ้นกี่ %)</p>
<p style="font:12px Thonburi;margin:0;"><span style="white-space:pre;"> </span>สำหรับเบื้องต้น ขอเกริ่นไว้พอเป็นน้ำจิ้มประมาณนี้ก่อน, สวัสดี ครับ <img src='http://s.wordpress.com/wp-includes/images/smilies/icon_biggrin.gif' alt=':D' class='wp-smiley' /> </p>
Posted in NON-CATEGORIZED  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/bankngam.wordpress.com/270/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/bankngam.wordpress.com/270/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/bankngam.wordpress.com/270/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/bankngam.wordpress.com/270/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/bankngam.wordpress.com/270/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/bankngam.wordpress.com/270/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/bankngam.wordpress.com/270/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/bankngam.wordpress.com/270/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/bankngam.wordpress.com/270/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/bankngam.wordpress.com/270/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=bankngam.wordpress.com&blog=4518680&post=270&subd=bankngam&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://bankngam.wordpress.com/2009/07/25/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%b4%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/bfc1cdc200590395dbf88876cca5603c?s=96&#38;d=wavatar&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">bankngam</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>Q Economics : Threshold Cointegration between stock index and exchange rate</title>
		<link>http://bankngam.wordpress.com/2009/07/23/q-economics-threshold-cointegration-between-stock-index-and-exchange-rate/</link>
		<comments>http://bankngam.wordpress.com/2009/07/23/q-economics-threshold-cointegration-between-stock-index-and-exchange-rate/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 23 Jul 2009 13:21:04 +0000</pubDate>
		<dc:creator>MSi</dc:creator>
				<category><![CDATA[QUANTITATIVE ECONOMICS]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://bankngam.wordpress.com/?p=248</guid>
		<description><![CDATA[
Threshold Cointegration between
 stock index and exchange rate
 
by Thian  Kanokpongsak  (slow &#8211; sex)
 
                    เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่มีความน่าสนใจในตัวของมันเอง โดยเป็นหัวข้องานวิจัยของ คุณ เธียร กนกพงษ์ศักดิ์ (นักศึกษาปริญญาโท มธ. หลักสูตร MIF) ซึ่งกำลังหมกมุ่นกับมันอยู่  เนื้อหาและความน่าสนใจของหัวข้อนี้จะเป็นอย่างไรลองอ่านดูนะครับ อ่านแล้วขอความร่วมมือช่วยแสดงความคิดเห็น (ถ้าทำได้นะครับ) เพื่อนำไปปรับปรุงให้ดีขึ้นต่อไป
Introduction
 
                  The interdependent of the movements in the stock prices in some countries and others is obvious. As consequences, it is like a required activity for all investors around the [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=bankngam.wordpress.com&blog=4518680&post=248&subd=bankngam&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p><img class="alignnone size-full wp-image-220" title="HD copy" src="http://bankngam.files.wordpress.com/2009/07/hd-copy4.jpg?w=500&#038;h=139" alt="HD copy" width="500" height="139" /></p>
<h1>Threshold Cointegration between</h1>
<h1> stock index and exchange rate</h1>
<p> </p>
<p><strong>by Thian  Kanokpongsak</strong>  (slow &#8211; sex)</p>
<p> </p>
<p>                    เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่มีความน่าสนใจในตัวของมันเอง โดยเป็นหัวข้องานวิจัยของ คุณ เธียร กนกพงษ์ศักดิ์ (นักศึกษาปริญญาโท มธ. หลักสูตร MIF) ซึ่งกำลังหมกมุ่นกับมันอยู่  เนื้อหาและความน่าสนใจของหัวข้อนี้จะเป็นอย่างไรลองอ่านดูนะครับ อ่านแล้วขอความร่วมมือช่วยแสดงความคิดเห็น (ถ้าทำได้นะครับ) เพื่อนำไปปรับปรุงให้ดีขึ้นต่อไป</p>
<p><strong><em><span style="text-decoration:underline;">Introduction</span></em></strong></p>
<p align="center"> </p>
<p>                  The interdependent of the movements in the stock prices in some countries and others is obvious. As consequences, it is like a required activity for all investors around the globe to follow the news and impacts from others countries all along.</p>
<p>                    Consistent with the norm of every market, it is like a routine for Thai investors to always look at the movements in the stock exchange of Japan via Nikkei index of Tokyo Stock Exchange, and use it as the leading indicator to predict how the stock market will move; the relationship of these two markets is interesting. This might be enough reason for two stock markets comovements to be presence but, however, one could argue that the comovements in the stock market might occur because of the relationship in international trade among the countries. The degree of the exchange rate movements, via the import/export, might influence the performance of the stock market in others countries. To answer this question, this paper tries to study the relationship between the stock markets and the exchange rate among these countries.</p>
<p>                       The main reason why this paper studies the relationship between Thailand and Japan is that Japan holds the largest portion in Thai Foreign Direct Investment, FDI, for a long period of time. Because of that highly related real sector, Japan and Thailand should depict some relationship of the exchange rate and the stock prices.</p>
<p>                       Most of the previous papers studied the relationship between stock indexes and exchange rates movements by assuming the linear relationship. There’re more reliable to use the non-linear model to study the time series behavior of the exchange rates as suggested by David (2008). As the standard unit-root test assumes the linearity and symmetric adjustment of the variables, it is not seem to be realistic in explaining the real world situation. This study, by using the threshold cointegration technique, not only gives the answer of the evidence for the long-run relationship but also will focus on the insight about asymmetric adjustment that might occur in the causal effect of the variables. Then this could open the room for us to find the relationship of the exchange rate and the stock price in greater details.</p>
<p>                        This study tries to figure out the long-run non-linear relationship between stock indices THB/JPY. By employing the threshold Cointegration concept, we could study whether the stock prices and exchange rate have the relationship that will trigger on and off when the degree of divergent reaches certain threshold levels and disappears if the magnitude of difference is trivial. This threshold cointegration concept was initiated by Balke and Fomby (1997).</p>
<p>                        There are a considerable number of previous studies about the relationship of the stock prices and the exchange rate. In addition, there’re also a number of different models and methodologies employed as a tool to address the relationship. The contribution of this paper is that I will use the models that could depict the asymmetry and also not assume linear relationship, and then the result will be more realistic and reliable then assuming symmetry and linear of the model.</p>
<p>                        The studies that found the evidence that the relationship between stock prices and exchange rates exist are, for example, that of Yau and Nieh (2009), Anita and Murli (1995), Golaka and Samanta (2003), Homma et al. (2005), and Doukas et al. (1999).However there’re also some evidence against the relationship between the variables such as the study of Nieh and Lee (2001).</p>
<p><strong><em><span style="text-decoration:underline;">Theoretical Framework</span></em></strong></p>
<p> </p>
<p>                  There’re two basic underlying concepts about the relationship of stock prices and exchange rate, i.e. traditional approach and portfolio approach.</p>
<p>                   The traditional approach states that the depreciation in domestic currency against the foreign currency makes that country goods more competitive and then have positive effect on the stock market. If this concept holds true, the effect of the currency on the stock price should be found as the exchange rate influence the stock price and the effect is positive, the depreciation in domestic currency should causes the stock price in that country to increase. This concept suggested that the relationship between stock prices and exchange rates should be explained by the real economy.</p>
<p>                     On the other hand, the portfolio concept believes that the good stock markets make the foreigners demand more domestic assets, including stock, and then the stock market should influence the exchange rate as the foreign investors demand more domestic asset, the domestic currency should appreciates. From this point of view, we expect the stock market to causes exchange rate to move and when the stock prices increase, we predict that the currency should appreciate.</p>
<p>                       In this paper we will study not only the comovement in the stock indices but also the comovement between both THB/JPY and movement in each country stock market, Stock Exchange of Thailand, Tokyo Stock Exchange. Then we could consider which is the mechanism that explains the relationship between Thailand and Japan.</p>
<p><strong><em><span style="text-decoration:underline;">Data and Methodology </span></em></strong></p>
<p align="center"> </p>
<p>                   In this paper, monthly return of the stock index will be extracted from Datastream database, which is the SET index from Thai stock exchange and Nikkei index from Japan Tokyo Stock Exchange. Period covered in the study will be from Jan 1990, to Dec 2008 because the 1997 crisis and also 2002 internet bubble should be included into the period of study in order to study the comovement occurred in each events. The main reason why monthly data should be employed is that it will average out the possibility of abnormal short term fluctuation.</p>
<p>                    In this paper, I will study the relationship between stock indices and exchange rates assuming asymmetrical non-linear relationship between the two. Then, to test for the unit root, the basic ADF test and the exponential smooth transition autoregressive (ESTAR) will be employed. The ESTAR models, as represented in Kapetanios (2003), allow us to reasonably test for the nonlinearity of unit root of the variable. I will use this technique to check for the stationarity of the THB/JPY, SET index, and NIKKEI. The ESTAR process can be shown as follow:</p>
<p> (ขออนุญาติใช้รูปนะครับ เพราะผมขี้เกียจพิมพ์สมการ)<img class="alignnone size-full wp-image-254" title="t1" src="http://bankngam.files.wordpress.com/2009/07/t1.jpg?w=500&#038;h=691" alt="t1" width="500" height="691" /></p>
<p style="text-align:center;"> </p>
<p style="text-align:center;"><img class="alignnone size-full wp-image-255" title="t2" src="http://bankngam.files.wordpress.com/2009/07/t2.jpg?w=500&#038;h=216" alt="t2" width="500" height="216" /></p>
<p style="text-align:left;">                         </p>
<p class="MsoNormal" style="margin:0;"><span style="font-family:DilleniaUPC,serif;font-size:14pt;">Enjoy it</span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align:left;text-indent:-18pt;margin:0 0 0 36pt;"><span style="font-family:DilleniaUPC,serif;font-size:14pt;"> </span></p>
Posted in QUANTITATIVE ECONOMICS  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/bankngam.wordpress.com/248/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/bankngam.wordpress.com/248/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/bankngam.wordpress.com/248/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/bankngam.wordpress.com/248/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/bankngam.wordpress.com/248/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/bankngam.wordpress.com/248/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/bankngam.wordpress.com/248/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/bankngam.wordpress.com/248/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/bankngam.wordpress.com/248/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/bankngam.wordpress.com/248/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=bankngam.wordpress.com&blog=4518680&post=248&subd=bankngam&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://bankngam.wordpress.com/2009/07/23/q-economics-threshold-cointegration-between-stock-index-and-exchange-rate/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://0.gravatar.com/avatar/49b9aa44b33a0ce94248abe6bb31563f?s=96&#38;d=wavatar&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">MSi</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://bankngam.files.wordpress.com/2009/07/hd-copy4.jpg" medium="image">
			<media:title type="html">HD copy</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://bankngam.files.wordpress.com/2009/07/t1.jpg" medium="image">
			<media:title type="html">t1</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://bankngam.files.wordpress.com/2009/07/t2.jpg" medium="image">
			<media:title type="html">t2</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>F Economics : จีน&#8230;เศรษฐกิจที่อยู่บนหลังเสือ</title>
		<link>http://bankngam.wordpress.com/2009/07/23/f-economics-%e0%b8%88%e0%b8%b5%e0%b8%99-%e0%b9%80%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b8%a9%e0%b8%90%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%9a%e0%b8%99/</link>
		<comments>http://bankngam.wordpress.com/2009/07/23/f-economics-%e0%b8%88%e0%b8%b5%e0%b8%99-%e0%b9%80%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b8%a9%e0%b8%90%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%9a%e0%b8%99/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 23 Jul 2009 05:02:33 +0000</pubDate>
		<dc:creator>dedice</dc:creator>
				<category><![CDATA[QUANTITATIVE ECONOMICS]]></category>
		<category><![CDATA[การเติบโตของจีน]]></category>
		<category><![CDATA[ความมั่งคั่ง]]></category>
		<category><![CDATA[จีน]]></category>
		<category><![CDATA[นโยบาย]]></category>
		<category><![CDATA[นโยบายการเงิน]]></category>
		<category><![CDATA[อัตราเงินเฟ้อ]]></category>
		<category><![CDATA[เงิน]]></category>
		<category><![CDATA[เงินเฟ้อ]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจฟองสบู่]]></category>
		<category><![CDATA[Classical Economic Growth Theory]]></category>
		<category><![CDATA[Fixed Asset Investment]]></category>
		<category><![CDATA[GDP]]></category>
		<category><![CDATA[Production Manufacturing Index]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://bankngam.wordpress.com/?p=221</guid>
		<description><![CDATA[จีน&#8230;..เศรษฐกิจที่อยู่บนหลังเสือ
                                                                   By Tanakorn   Dhamalongkot
                                                                                 Assistant Fund Manager
                                                                    United Asset Management Co.,Ltd.
 
           เศรษฐกิจเป็นผลลัพธ์ของคนหมู่มาก เมื่อใดที่คนส่วนใหญ่มองเศรษฐกิจดี การจับจ่ายใช้สอยย่อมตามมา   แต่เมื่อใดที่คนมองเศรษฐกิจ “ดีเกินจริง” ก็ถึงเวลาที่ผู้ลงทุนที่ดีต้องเตรียมรับมือกับวิกฤติศรัทธาที่อาจเกิดขึ้น
            ทฤษฏีเศรษฐศาสตร์คลาสสิก (Classical Economic Growth Theory) เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างการปล่อยกู้และรายได้ประชาชาติ (GDP) เป็นสิ่งที่ไม่มีใครปฏิเสธและมีการพิสูจน์กันออกมาอย่างกว้างขวางแล้วว่าเมื่อมีการปล่อยกู้เพิ่มขึ้นนั้น การลงทุนย่อมเกิดตามมา ซึ่งจะไปเพิ่มในส่วนของภาคการผลิต ทำให้มีการจ้างงานเพิ่มขึ้นและทำให้รายได้ประชาชาติต่อหัวเพิ่มขึ้นนั่นเอง
                โดยจากผลตัวเลขเศรษฐกิจจีนที่ประกาศออกมาหลายๆตัวนั้นทำให้ขณะนี้ จีนเป็นที่เลื่องลือกันอย่างกว้างขวางว่าจะเป็นมังกรที่จะพาเศรษฐกิจโลกให้ขึ้นจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำรุนแรงในครั้งนี้ได้

จากตัวเลขที่เพิ่งประกาศออกล่าสุดนั้น การปล่อยกู้ของจีนมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว โดยการปล่อยกู้ใหม่ที่เพิ่มขึ้นมาของจีนนั้นอยู่ที่ 664,529 ล้าน RMB ซึ่งเป็นการเติบโตถึง 28.01เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว เทียบกับของไทยนั้น การปล่อยกู้บ้านเราโตอยู่ที่ 4.48เปอร์เซ็นต์ในเดือนเมษายน ซึ่งเมื่อนำเปอร์เซ็นต์มาเทียบกับจีนแล้ว จีนมีการเติบโตที่สูงกว่าไทยถึงเกือบ 6 เท่า



นอกจากนี้ ตัวเลขภาคเศรษฐกิจจริงของจีนหลายๆตัวก็แสดงการปรับตัวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งตัวเลขที่เป็นที่จับตามองก็คือ ภาคการลงทุน; FAI (Fixed Asset Investment) และภาคการผลิต; PMI (Production Manufacturing Index) ซึ่งตัวเลขทั้งสองนี้แสดงการเติบโตอย่างเห็นได้ชัด [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=bankngam.wordpress.com&blog=4518680&post=221&subd=bankngam&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><h1>จีน&#8230;..เศรษฐกิจที่อยู่บนหลังเสือ</h1>
<p>                                                                   <strong>By Tanakorn   Dhamalongkot</strong></p>
<p>                                                                                 Assistant Fund Manager</p>
<p>                                                                    United Asset Management Co.,Ltd.</p>
<p> </p>
<p style="text-align:left;"><strong>           เศรษฐกิจเป็นผลลัพธ์ของคนหมู่มาก เมื่อใดที่คนส่วนใหญ่มองเศรษฐกิจดี การจับจ่ายใช้สอยย่อมตามมา   </strong><strong>แต่เมื่อใดที่คนมองเศรษฐกิจ “</strong><strong>ดีเกินจริง” </strong><strong>ก็ถึงเวลาที่ผู้ลงทุนที่ดีต้องเตรียมรับมือกับวิกฤติศรัทธาที่อาจเกิดขึ้น</strong></p>
<p>            ทฤษฏีเศรษฐศาสตร์คลาสสิก (Classical Economic Growth Theory) เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างการปล่อยกู้และรายได้ประชาชาติ (GDP) เป็นสิ่งที่ไม่มีใครปฏิเสธและมีการพิสูจน์กันออกมาอย่างกว้างขวางแล้วว่าเมื่อมีการปล่อยกู้เพิ่มขึ้นนั้น การลงทุนย่อมเกิดตามมา ซึ่งจะไปเพิ่มในส่วนของภาคการผลิต ทำให้มีการจ้างงานเพิ่มขึ้นและทำให้รายได้ประชาชาติต่อหัวเพิ่มขึ้นนั่นเอง</p>
<p>                โดยจากผลตัวเลขเศรษฐกิจจีนที่ประกาศออกมาหลายๆตัวนั้นทำให้ขณะนี้ จีนเป็นที่เลื่องลือกันอย่างกว้างขวางว่าจะเป็นมังกรที่จะพาเศรษฐกิจโลกให้ขึ้นจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำรุนแรงในครั้งนี้ได้</p>
<ul>
<li>จากตัวเลขที่เพิ่งประกาศออกล่าสุดนั้น การปล่อยกู้ของจีนมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว โดยการปล่อยกู้ใหม่ที่เพิ่มขึ้นมาของจีนนั้นอยู่ที่ 664,529 ล้าน RMB ซึ่งเป็นการเติบโตถึง 28.01เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว เทียบกับของไทยนั้น การปล่อยกู้บ้านเราโตอยู่ที่ 4.48เปอร์เซ็นต์ในเดือนเมษายน ซึ่งเมื่อนำเปอร์เซ็นต์มาเทียบกับจีนแล้ว จีนมีการเติบโตที่สูงกว่าไทยถึงเกือบ 6 เท่า</li>
</ul>
<p style="text-align:center;"><img class="size-full wp-image-231 aligncenter" title="g11" src="http://bankngam.files.wordpress.com/2009/07/g11.jpg?w=319&#038;h=181" alt="g11" width="319" height="181" /></p>
<ul>
<li>นอกจากนี้ ตัวเลขภาคเศรษฐกิจจริงของจีนหลายๆตัวก็แสดงการปรับตัวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งตัวเลขที่เป็นที่จับตามองก็คือ ภาคการลงทุน; FAI (Fixed Asset Investment) และภาคการผลิต; PMI (Production Manufacturing Index) ซึ่งตัวเลขทั้งสองนี้แสดงการเติบโตอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะ ตัวเลขภาคการลงทุนที่มีการเพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 32.9 เปอร์เซ็นต์ในเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นการเติบโตที่เร่งจากเดือนที่แล้วที่มีการเติบโตอยู่ที่ 30.5เปอร์เซ็นต์</li>
</ul>
<p style="text-align:center;"><img class="size-full wp-image-232 aligncenter" title="g12" src="http://bankngam.files.wordpress.com/2009/07/g12.jpg?w=318&#038;h=192" alt="g12" width="318" height="192" /></p>
<ul>
<li>ผลจากการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของภาคการผลิตและภาคการลงทุนนั้น เป็นผลทำให้รายได้ประชาชาติของจีนยังคงเป็นบวกอยู่ได้ที่ 6.1เปอร์เซ็นต์ ซึ่งแม้ว่าตัวเลขนี้จะเป็นตัวเลขที่ค่อนข้างน้อย เมื่อเทียบกับอดีตที่มีการเติบโตอยู่เกือบ 2 หลัก แต่ว่าหากเทียบกับประเทศอื่นแล้ว จีนยังนับว่ายังอยู่ในเกณฑ์ดี</li>
</ul>
<p style="text-align:center;"><img class="size-full wp-image-233   aligncenter" title="g13" src="http://bankngam.files.wordpress.com/2009/07/g13.jpg?w=500&#038;h=258" alt="g13" width="500" height="258" /></p>
<p>                อย่างไรก็ตาม แม้ตัวเลขเหล่านี้บ่งบอกถึงการการเตื้องขึ้นมาจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลกของจีน แต่หากดูส่วนประกอบของการเติบโตนั้นจะพบว่าน่าใจหายพอควร</p>
<p>                <strong>ประเด็นแรก การเติบโตนั้นถูกขับเคลื่อนโดยรัฐบาลเป็นหลัก </strong>ซึ่งสังเกตได้จากสัดส่วนของภาคการลงทุน ที่ส่วนใหญ่ได้รับอานิสงค์จากแผนกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่มีมูลค่ามากถึง 4 ล้านล้าน RMB โดยผลนั้นเห็นได้ชัดเจนในการลงทุนด้านการขนส่งมวลชนที่เพิ่มขึ้นถึง110 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ขณะที่การลงทุนในด้านอุตสาหกรรมการผลิตนั้น โตเพียง29.1 เปอร์เซ็นต์</p>
<p>            <strong>การใช้กำลังการผลิตยังอยู่ในอัตราที่ต่ำ </strong>การลงทุนในโครงการใหม่นั้นเติบโตถึง 95.9 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ขณะที่การผลิตเดิมยังมีกำลังการผลิตที่ว่างอยู่ถึงครึ่งหนึ่ง (50.05 เปอร์เซ็นต์) ผลลัพธ์จากการเพิ่มกำลังการผลิตใหม่ไปนั้นจะส่งผลกดดันต่ออัตราการใช้กำลังการผลิตเดิม และสถานการณ์จะยิ่งเลวร้ายหากรัฐบาลลดการใช้จ่ายลง</p>
<p style="text-align:center;"><img class="size-full wp-image-234 aligncenter" title="g14" src="http://bankngam.files.wordpress.com/2009/07/g14.jpg?w=286&#038;h=174" alt="g14" width="286" height="174" /></p>
<p><strong>            </strong><strong>การว่างงานยังคงเพิ่มขึ้นอยู่ </strong>แม้จะมีการลงทุนจากรัฐบาลเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล แต่ว่าการผลิตเดิมยังว่างอยู่ ดังนั้นโรงงานจึงไม่จำเป็นต้องจ้างคนงานเพิ่มแต่อย่างใด</p>
<p style="text-align:center;"><img class="size-full wp-image-235 aligncenter" title="g15" src="http://bankngam.files.wordpress.com/2009/07/g15.jpg?w=500&#038;h=49" alt="g15" width="500" height="49" /></p>
<p>Source: http://www.tradingeconomics.com/Economics/Unemployment-rate.aspx?Symbol=CNY</p>
<p><strong>การปล่อยกู้ที่เพิ่มขึ้นเร็วเกินไปอาจนำมาซึ่งหนี้เสียจำนวนมาก </strong>เราไม่สามารถแน่ใจได้ว่าระบบธนาคารของจีนนั้นพัฒนารองรับการเติบโตของสินเชื่อที่รวดเร็วขนาดนี้ได้หรือไม่ เนื่องจากการเติบโตของสินเชื่อนั้นรวดเร็วมากกว่าฐานเงินเป็นเท่าตัวแล้วในช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมา</p>
<p style="text-align:center;"><strong><img class="size-full wp-image-236 aligncenter" title="g16" src="http://bankngam.files.wordpress.com/2009/07/g16.jpg?w=292&#038;h=176" alt="g16" width="292" height="176" /> </strong></p>
<p>            <strong>สัญญาณเริ่มต้นของอุปสงค์ฟองสบู่สังเกตได้จากกราฟอัตราดอกเบี้ยล่วงหน้า </strong>แม้ขณะนี้ภาวะเศรษฐกิจฟองสบู่ในจีนนั้นยังไม่เป็นตัวเป็นตนแน่ชัดเพราะอัตราเงินเฟ้อไม่ได้สูงมากนัก อย่างไรก็ตาม หากดูจากอัตราดอกเบี้ยล่วงหน้า 6 เดือนนั้นจะเห็นได้ว่า อัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นอย่างมากไปจนถึงระดับ 5เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นระดับที่สูงมาก และหากการคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยสูงเป็นระยะเวลานานนั้นจะทำให้ดอกเบี้ยเพิ่มจนเกิดเงินเฟ้อระยะยาวในที่สุด ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของภาวะฟองสบู่นั่นเอง</p>
<p style="text-align:center;"><img class="size-full wp-image-237 aligncenter" title="g17" src="http://bankngam.files.wordpress.com/2009/07/g17.jpg?w=376&#038;h=213" alt="g17" width="376" height="213" /></p>
<p>               โดยหากพิจารณาการเติบโตของจีนอย่างถี่ถ้วนแล้ว ท่านผู้อ่านจะสังเกตได้ว่า การเติบโตของจีนนั้นเป็นการเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่เปราะบาง เพราะมีความเสี่ยงที่จะต้องพบกับภาวะเศรษฐกิจฟองสบู่ ภาวะว่างงานที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และภาวะหนี้เสียที่อาจทำลายความเชื่อมั่นของเศรษฐกิจทั้งระบบ</p>
<p><strong><em>                </em> ซึ่งเปรียบได้กับเศรษฐกิจที่อยู่บนหลังเสือนั่นเอง</strong> เพราะหากพิจารณาทางออกแล้ว หากรัฐบาลตัดสินใจกระตุ้นเศรษฐกิจอีก1-2 ปีนั้น อาจทำให้เกิดภาวะฟองสบู่ได้ง่ายๆจากภาวะอัตราดอกเบี้ยที่คุมไม่อยู่ แต่ถ้าหากรัฐบาลหยุดการกระตุ้นทันทีจะทำให้เกิดการหดตัวของอุปสงค์อย่างมหาศาล นอกจากนี้ แม้รัฐบาลค่อยๆลดการกระตุ้นนั้นก็ยากที่จะช่วยออกจากสถานการณ์นี้ได้ เพราะท้ายที่สุด การว่างงานจะเพิ่มขึ้นเนื่องจากอัตราการผลิตที่ลดลงเนื่องจากขาดอุปสงค์ และยังมีโครงการค้างท่อใหม่ๆมากมายทั้งจากเอกชนและรัฐบาลที่จะเพิ่มกำลังการผลิตมากดดันการผลิตเก่าลงไปอีก<strong><em> </em>ดังนั้น ขณะที่หลายๆคนกำลังมองว่าเศรษฐกิจจีนกำลังไปได้สวย แต่เราเห็นว่าการที่เศรษฐกิจฟื้นมาได้รวดเร็วขนาดนี้ ไม่ได้มาจากรากฐานที่แข็งแรงและมีโอกาสที่จะล้มลงสูงมาก เพียงแต่ว่าจะสามารถหาที่ลงได้นิ่มนวลแค่ไหนและเมื่อใดเท่านั้นเอง</strong></p>
Posted in QUANTITATIVE ECONOMICS  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/bankngam.wordpress.com/221/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/bankngam.wordpress.com/221/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/bankngam.wordpress.com/221/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/bankngam.wordpress.com/221/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/bankngam.wordpress.com/221/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/bankngam.wordpress.com/221/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/bankngam.wordpress.com/221/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/bankngam.wordpress.com/221/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/bankngam.wordpress.com/221/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/bankngam.wordpress.com/221/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=bankngam.wordpress.com&blog=4518680&post=221&subd=bankngam&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://bankngam.wordpress.com/2009/07/23/f-economics-%e0%b8%88%e0%b8%b5%e0%b8%99-%e0%b9%80%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b8%a9%e0%b8%90%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%9a%e0%b8%99/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/3165080c7e460c3d008046123503de4f?s=96&#38;d=wavatar&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">dedice</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://bankngam.files.wordpress.com/2009/07/g11.jpg" medium="image">
			<media:title type="html">g11</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://bankngam.files.wordpress.com/2009/07/g12.jpg" medium="image">
			<media:title type="html">g12</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://bankngam.files.wordpress.com/2009/07/g13.jpg" medium="image">
			<media:title type="html">g13</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://bankngam.files.wordpress.com/2009/07/g14.jpg" medium="image">
			<media:title type="html">g14</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://bankngam.files.wordpress.com/2009/07/g15.jpg" medium="image">
			<media:title type="html">g15</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://bankngam.files.wordpress.com/2009/07/g16.jpg" medium="image">
			<media:title type="html">g16</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://bankngam.files.wordpress.com/2009/07/g17.jpg" medium="image">
			<media:title type="html">g17</media:title>
		</media:content>
	</item>
	</channel>
</rss>