“ข้าพเจ้าใคร่ขอเตือนผุ้อ่านก่อนว่า บทนี้ต้องตั้งใจอ่านอย่างละเอียดเพราะข้าพเจ้าไม่มีวิธีที่จะพูดให้กระจ่างได้กับผุ้ไม่มีความตั้งใจ” (Rousseau, 18th century),
คำข้างต้นนี้เป็นคำโปรยของ รุซโซ ก่อนที่จะกล่าวถึงบทว่าด้วย “รัฐบาลโดยทั่วไป” ของเขา ซึ่งจะกล่าวถึงองค์ประกอบของ “เสรีภาพ” เป้นส่วนต้นของบท… โดยรุซโซ ได้กล่าวว่า เสรีภาพนั้นอาจแบ่งออกได้เป็นสองส่วนด้วยกันอันได้แก่ ส่วนของ “ความคิด” และ ส่วนของ “เสรีภาพในทางกำลังกาย”, คนเราจะเดินจากที่หนึ่งไปสู่ที่หนึ่งนั้นได้ก็ด้วยการคิดเสียก่อนว่าจะไปไหน แล้วจึงใช้กำลังกายของตนนั้นขับร่างให้เคลื่อนไหลไปสู่จุดหมายนั้่น… กายการเมืองก็เป็นดุจเดียวกัน กล่าวคือ อำนาจบริหารนั้นเสมือนหนึ่งกำลัง ในขณะที่อำนาจนิติบัญญัติเป็นส่วนของเจตนารมณ์ ทั้งหลายทั้งปวงนี้คือข้ออรรถาธิบายถึงหลักการตามแนวคิดของรุซโซ ซึ่งแน่นอนว่าสามารถถูกถกค้านได้ แม้กระทั่งหักล้าง อย่างไรก็ตามในเบื้องต้นนี้จะขอยึดเอาแนวทางนี้มาเป็นกรอบใหญ่ (Big picture) ในการวิเคราะห์การเมืองไทยเสียหน่อยครับว่า เป้นอย่างไร?,
เหตุที่ยึดตามแนวทางของรุซโซ ข้างต้นนี้เป้นกรอบการวิเคราะห์นั้น ก็มิใช่ด้วยเหตุของการเชื่อแบบ “เขาเล่าว่า” หรือ “รุซโซดังก็เชื่อไปงั้นๆ” หากเพราะผมเองเชื่ออย่างยิ่งว่าการที่การเมือง จะพัฒนาได้ดีนั้น องคาพยบของรัฐ โดยเฉพาะ ตรีเอกานุภาพทางการเมือง อันได้แก่ อำนาจบริหาร, อำนาจนิติบัญญัติ และ อำนาจตุลาการ ควรมีการแบ่งพื้นที่อำนาจ (Field) และ หน้าที่อำนาจ (Function) กันอย่างเด็ดขาด เว้นเสียแต่จะเป็นไปเพื่ออนุวัตรความเป้นธรรมทางสังคมอันเป้นที่ยอมรับโดยทั่วไป (Public acceptance) และ โดยยอมรับกับต้นทุน, แรงเสียดทาน และ การตอบโต้อย่างสมแก่การแทรกแซงดังกล่าวนั้น
ทั้งนี้ หาไม่แล้ว รัฐบาล, รัฐสภา และ ศาล จะมีอำนาจเกลื่อนซ้อนกันจนกระทั่งไม่อาจผลักดันประเทศไปข้างหน้าได้ เพราะ การแย่งยื้อภาระอันเป็นคุณ และ ผลักทอนงานอันเป็นที่ลำบาก ระหว่างกันเป็นต้น ในทางกลับกันหากการแบ่งแยกอำนาจมีความชัดเจน ฝ่ายนิติบัญญัติจะเป็นคนกำหนดกรอบการใช้อำนาจของรัฐแทนมหาชน ในขณะที่รัฐบาลซึ่งใช้อำนาจเพื่อประโยชน์สุขแก่มหาชนของเขานั้นก็ไม่อาจกะเกณฑ์ที่จะดำเนินการได้โดยอิสระปราศจากเงื่อนไข ซึ่งในท้ายสุด เมื่อเกิดความขัดแย้งกันเสียว่า บทบาทของรัฐบาลที่ดำเนินการอยู่นั้น เป้นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายอันเป็นผลิผลของเจตจำนวค์เสรีส่วนใหญ่ของมหาชนแล้วนั้น ตุลาการก็จะเข้ามาตัดสินโดยการร้องขอของรัฐบาลก็ดี, ฝ่ายนิติบัญญัติก็ดี หรือ มหาชนโดยตรงก็ดีและหาได้มีหนทางอื่นนอกเหนือจากนี้ไม่.,
จากความเข้าใจในฐานะส่วนหนึ่งของคนที่ติดตามการเมืองอย่างใกล้ชิด เชื่อว่า รัฐบาลไทยเป็นรัฐบาลซึ่งผลักดันกฎหมายใหม่ และ การปรับปรุงกฎหมายเดิมในสัดส่วนที่ “น่าจะ” มากกว่าฝ่ายนิติบัญญัติเสียด้วยซ้ำ ซึ่งเท่ากับว่า รัฐบาลพยายามเข้ามาแทรกสอด “เจตนารมณ์” ของตนเข้ามาในพื้นที่ของฝ่ายกำกับ และ ชี้นำ “เจตจำนงค์มหาชน” … เหนือไปกว่านั้น ฝ่ายนิติบัญญัติแทนที่จะเข้าปกป้องหน้าที่ของตนเองอย่างแข็งขันกลับโอนอ่อนผ่อนตามทั้งยังพยายามจะแทรกตัวเข้ามาทำหน้าที่อของฝ่ายบริหาร อาทิ สส.พยายามไปพัฒนาท้องถิ่น (ไปลงอบจ.เลยดีไหม?)ในขณะที่พักหลังอำนาจตุลาการก็ได้รับการกวักมือเรียกจากนาง(และนาย)กวัก ที่ไม่สนเรื่องการแบ่งแยกอำนาจ ไม่สนเรื่องการทำหน้าที่ที่มีความแตกต่างกันระหว่างสถาบันทางการเมืองอยู่ตลอดเวลา (กวักกันจนไหล่ซ้น อวยกันจนก้นไม่ติดเบาะ) เพราะเชื่อว่า เอาน่าก็ดาบมันหัก เอาโล่ตีหัวมันหนักๆเดี๋ยวศตรูมันก็ตายไปเอง!!! ถามต่อว่า… โล่บิ่นแล้วทำไง?,
กล่าวอย่างชัดเจนลงไป ผมคิดว่า ที่การเมืองไทยมันวิ่งไล่งับหางตัวเองส่วนหนึ่งมันก้มาจากการที่เราแก้ปัญหาแบบ ไม่เห้นภาพใหญ่ (คำๆนี้ฝรั่งเค้าบัญญัติกันมาตั้งแต่ปี 1960 ครับพี่น้อง นักการเมืองและนักวิชากูหลายคนยังสะกดไม่เป้นเลยให้ตายซิ!!!) นั่นเองเรามัวแต่ไปถกกันเรื่องเอาไม่เอาทักษิิณ, อภิสิทธิ์เด็กหรือแก่เกินไป, แก้หรือไม่แก้รัฐธรรมนูญ ฯลฯ ที่มัน (ขออภัย) Bull shit!!! มากๆ ครับ คือมันเสียเวลาไปกับเรื่องที่ (ขออภัยอีกที) ปัญญาอ่อน!!! ถ้าแค่การแก้รัฐธรรมนูญ หรือ แค่เอาทักษิณออกไป (หรือกลับมา) แก้ปัญหาทางการเมืองได้ มันไม่ไหลมาจนเละอย่างทุกวันนี้หรอกครับ… เราคงต้องหันมายอมรับกันได้ซักทีว่า โจทย์มันไม่ง่ายขนาดนั้น และทางออกก็ไม่ง่ายเช่นเดียวกัน (ผ๊ะ! เปิดซะวิชาการ… ไหงไปๆมามาเขียนแล้วอารมณ์ขึ้น หลุดสบถมาซะเยอะเชียว, ขออภัยนะครับ นี่อาจเป้นครั้งแรกที่ผมปริ๊ซซซ แตกจนต้องเขียนด้วยสำเนียงอักษรที่หวือหวากว่าค่าเฉลี่ยที่เคยเขียนไว้),
หากวิเคราะห์กันอย่างจริงๆจังๆแล้ว นอกจาก “ปัญหาสถาบันทางการเมืองสะเหร่อ” นี้ แล้ว อีกหนึ่งปัจจัยที่น่าสนใจจะนำมากล่าวถึงในที่นี้ด้วยนั่นก็คือ ปัญหาการขาด “เจตนารมณ์ทางการเมือง” ที่เป็นหลักการสำคัญของพรรคการเมืองอย่างแท้จริง จะมีก็แต่นโยบายแดกด่วน (Fast food policy) และในหลายกรณี ไม่ได้ใหม่เลยเสียด้วยซ้ำ เช่น นโยบายที่เคยประชานิยมแล้วเอามาประชานิยมอีก… นโยบายสร้างถนนที่ทำกันซะจนเมืองไทยมีมากกว่าประเทศในภูมิภาคหลายเท่า (เพราะ ผลประโยชน์มันจัดง่าย ตัดผ่นจังหวัดใครคนนั้นได้ไป?)… ฯลฯ ผมยังไม่เคยเห้นนักการเมืองคนไหน, หรือ แฟนนักการเมืองคนไหนบอกได้เต็บปากเสัยทีว่า พรรคของตนเองมีเจตนารมณ์ในการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองอย่างไร? บางคนบอกว่าเจตนารมณ์ทางการเมืองคือประชาชนต้องมาก่อน (ว้าวอิหยังก๊อ? มันคือจั่งได๊? บ่ฮุ้เรื่อง) บางคนบอกว่า ประชานิยมสังคมเป็นสุข คืออุดมการณ์ทางการเมือง (เอ๊ะ ก็พึ่งบอกไปว่าไม่ใช่ พูดไม่รู้เรื่องนะเราหนะ เดี๋ยวตีมือเรย!!!) บางคนบอกว่าเอาทักษิณกลับบ้านคือเจตจำนงค์ทางการเมือง (ของใคร_ะ?) อย่าพูดต่อจนครบเลยครับผมอยากร้องไห้ T-T,
เมื่อปราศจากเจตนารมณ์ทางการเมืองซึ่งถือเป็นส่วน “ความคิด” ของกายการเมืองตามแนวคิดของรุซโซ แล้ว ส่วนแรงขับดัน ซึ่งในที่นี้ก้คือ “ผลประโยชน์” นั้นก็มิได้เป้นไปเพื่ออะไรเลย มันเป้นแรงขับดันที่ไร้ค่ากว่าฮอร์โมนเพศผู้ที่ก่อปัญหาอารมณ์พลุ่งพล่านเสียด้วยซ้ำ (อย่างน้อยฮอร์โมนเพศผู้ก็ไม่ได้ทำให้ใครนึกเกิดอยาก ส่งกระเป๋าเดินทางหลายสิบใบผ่านศุลกากรโดยไม่ตรวจเช็ค) ที้พูดเช่นนนี้มิได้ต้องการให้เราวิเคราะห์การเมืองแบบต้องเอา “ผู้ทรงศีล” มาเป็นนักการเมือง โดยบอกว่าต้องไม่มีผลประโยชน์เลย (ผมไม่กล้าคิด… พิมพ์ยังกระดากนิ้วเลยครับ) ทว่า, เราต้องคุยกันบนฐานที่เริ่มจาก… การตกลงผลประโยชน์ควรยืนอยู่บนเจตนารมณ์บางอย่างที่เป็นเจตนารมณ์ทางการเมืองอย่างแท้จริง (และประชาชนผุ้สนับสนุนควรเข้าใจถึงเจตนารมณ์นั้นอย่างชัดแจ้ง),
ปัญหาประการสุดท้าย, เราคาดหวังว่าการเปลี่ยนจากรัฐบาลเบ็ดเสร็จพรรคเดียวที่ไม่ถูกใจ มาเป้นรัฐบาลผสมที่ใช้บุคลากรทางการเมืองหน้าเดิมเกือบร้อยละร้อย (เปลี่ยนแค่พรรคแกนนำรัฐบาลพรรคเดียว) จะทำให้การเมืองไทยก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงได้หรือครับ? คนเมากอดคอกับคนเมาเราจะหวังให้เดินตรงได้กระนั้นหรือ? ผมคิดว่าปัญหาสำคัญสำหรับสังคมการเมืองไทยในปัจจุบันคือ “คนดีหนีการเมือง” เพราะ ส่วนหนึ่งกฎหมายกำหนดเพดานเงินรณรงค์หาเสียงสร้างข้อจำกัดในการแข่งขันกับผุ้สมัครดั้งเดิมที่ สะสมทุนทางสังคมมายาวนาน, ส่วนหนึ่งขี้ขลาดเห็นแก่ตัว เพราะ อยู่เฉยๆมีเงินมีชื่อเสียงลงมาเล่นเดี๋ยวเจ็บไม่คุ้ม, ส่วนหนึ่งไม่มีช่องทาง ทั้งสายสัมพันธ์ และ เงินลงทุนทางการเมือง, ส่วนหนึ่งดีแต่ไร้สามารถในการบริหาร ฯลฯ ทว่าทั้งหลายทั้งปวงสะท้อนให้เห้นว่า ตลาดการเมืองพัฒนาไปได้มาสุดก็เท่ากับคุณภาพของคนในแวดวงการเมืองนั่นหละครับ ตราบใดที่เรายังไม่สามารถจูงใจให้คนดีมาทำงานการเมืองได้มากๆ (โดยมีเจตนารมณ์ และ เข้าใจหน้าที่ของสถาบันทางการเมืองที่ตัวเองสังกัดอยู่) เมื่อนั้นอย่าหวังอะไรกับการเมือง อย่าหวังอะไรกับคุณภาพรัฐบาลเลยครับ… ปลง!,
“องค์กรของเราแบ่งออกเป็นสองส่วนสำคัญ… หัวขบวนคือ ‘เจตนารมณ์’ ส่วนกองทัพสนับสนุนผลักดันอยู่ข้างหลังจะเป็น ‘ผลประโยชน์’… เราผุ้มองเห็นเนื้อหาทั้งหมดขององค์กรก็ทราบชัดว่า เจตนารมณ์ไม่อาจแบ่งกันรับไปทำหน้าที่คนละส่วน หากจะรับก็รับไปทั้งมวล ไม่รับก็ล่มสลายไปทั้งยวง” (A wild Sheep Chase, Haruki Murakami)

2 ของความคิดเห็น
Comments feed for this article
ธันวาคม 24, 2010 ที่ 8:01 AM
tintin
ชัดเจนมากครับ
แจ๋มแจ้งแดงแจ๋
กันยายน 17, 2009 ที่ 10:10 PM
อนิรุทธิ์
Fund flow ในตลาดการเงินโลก(ในช่วงปีนี้) ส่วนตัวผมคิดว่า
“ เมื่อ ตอน ต้นๆ ปี ซึ่งมีการอัดสภาพคล่อง สกุลเงิน USD เข้าไปในระบบอย่างมาก เพื่อป้องกันปัญหา การขาดสภาพคล่อง
มันทำให้เกิด ปัญหา Dollar Supply ที่มาก เป็นเรื่องที่ 1
และเมื่อช่วงเดือน มีนาคม ที่ FED ประกาศการทำมาตรการ Quantitative Easing (Credit Easing) ซึ่งเป็นการเข้าไปซื้อ พันธบัตร เพื่อจุดประสงค์ ดึงให้ Yield อ่อน (เพื่อหวังผลให้ดอกเบี้ยที่ Link กับ Bond เหล่านี้ เช่น ดอกเบี้ยตลาดบ้าน หุ้นกู้เอกชน ต่ำ เพื่อหวังผลการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ) เลยคาดว่า มันคงเกิดภาวะที่ 2 ต้นทุนการกู้ยืม Dollar ถูก
ทั้ง 2 อย่างรวมกัน USD Supply มาก + ดอกเบี้ยถูกเพราะ การ ทำ QE เลยเดาว่า น่าจะเป็น เหตุให้ มีคน กู้ยืม USD ไปเก็งกำไร ในตลาดความเสี่ยงสูงต่างๆ เช่น ตลาดหุ้น ฯลฯ กันตั้งแต่เดือน 3 เป็นต้นมา
แล้วทีนี้ จะมองว่า จะมีการดึงเงืนกลับเมื่อไหร่ ก็น่าจะเป็น ปลายตุลา ที่ FED ประกาศไว้ว่าจะหยุดการทำมาตรการ QE
เพราะถ้าหยุด Yield ควรจะสูง จะทำให้ต้นทุน การกู้ยืม USD สูง ก็น่าจะเกิดการหยุดการเก็งกำไร
แต่ในระหว่างนี้ อาจมีการ ทยอยเอากลับเป็นช่วงๆ บ้างก็ได้ แต่ท้ายสุดคิดว่าไม่น่าจะเกิน ปลายตุลา ตามที่บอก