คาดการณ์เศรษฐกิจ แบบเศรษฐศาสตร์ชาวบ้าน

 

          ระหว่างที่ ผมนั่งมองออกไปนอกกระจกในวันฝนพรำ ระหว่างที่พระอาทิตย์กำลังค่อยๆหัวทิ่มลงดิน ก็พลันนึกถึงคำถามพื้นฐานที่สุดประการหรึ่งขึ้นมาคือ… หากเราผ่านพ้นวิกฤติทางการเมืองในครั้งนี้ไปได้ เศรษฐกิจไทยจะเตบโตได้อย่างมั่นคงเพียงใด? ผมมานั่งๆคิอดูแล้ว ก็พอจะมีคำตอบ โดยไม่ต้องไปเปิดตัวเลขทางเศรษฐกิจมหภาคให้ยุ่งยากนักว่า

          จากสายตา (สั้นๆ) ของผมแล้ว เศรษฐกิจไทยน่าที่จะเติบโตได้ไม่มีเสถียรภาพมากนัก ทั้งยังไม่น่าที่จะมีความยั่งยืน (ด้วยลำแข้งตนเอง) ได้ เหมือนใครๆเขา เพราะ ว่า เท่าที่ผมดูๆ ผ่านกระจกรถที่แน่นิ่งเพราะการจราจรเป็นอัมพาธอยู่ ณ ขณะนี้ ผมพบว่าเกินกว่าร้อยละ ๗๐ สิ่งปลูกสร้างที่กำลังถูกเรียงขึ้นไป และ รอวันจะอวดโฉมเป็นแท่งคอนกรีตตระหง่า ต่างก็เป็น คอนโดมีเนียม ไปเสียหมด… มันหมายความว่าอย่างไร? หมายความว่า การลงทุนโดยส่วนใหญ่ของประเทศไทย (อ๊ะๆ ผมไม่ได้พูดผิดหรอกครับ สำหรับสายตาผู้ดำเนินนโยบายแล้ว กรุงเทพ ก็คือประเทศไทยนั่นหละครับ) เป็นการลงทุนเพื่อรองรับการขยายตัวของการบริโภคทั้งสิ้น!!!

          เราลองย้อนกลับมาดูหนังสือเรียน มัธยมของเรากันซักหน่อยครับ ว่ามูลค่าทางเศรษฐกิจประกอบไปด้วยกี่ส่วนเอ่ย? ๑. การบริโภค ๒. การลงทุน ๓. การใช้จ่ายภาครัฐ และ ๔. การส่งออกสุทธิ, ทีนี้ ในเมื่อเรานำเงินที่มีในระบบเศรษฐกิจ กลับมาลงทุนในส่วนของการบริโภคเสียส่วนใหญ่ ไม่ได้เตรียมความพร้อมสำหรับรองรับ “การลงทุน” เพื่อ “การลงทุน”  ที่มากขึ้น อาทิ การก่อสร้างอาคารสำนักงาน, การทำระบบขนส่ง และ โครงข่าย Logistic ก็เท่ากับว่า ระบบเศรษฐกิจของไทยนั้นต้อง พึ่งพิงการบริโภคอย่างมาก

          แล้วการพึ่งพิงการบริโภค มากกว่า ภาคการลงทุน ก่อให้เกิดผลเสียอย่างไรนะหรือ…  

         (๑) การบริโภคนั้นมีความยืดหยุ่น อ่อนไหวในการเปลี่ยนแปลงมากกว่า การลงทุน อาทิ หากวันพรุ่งนี้การเมืองดูเหมือนจะไม่แน่นอน เราอาจทานข้าวลดลงได้ทันที ทว่า สำหรับการลงทุน โดยเฉพาะการลงทุนทางตรงแล้ว ไม่สามารถถอนทุนออกไปได้ในทันที ดังนั้น ระบบเศรษฐกิจที่พึ่งพิงการลงทุนมากกว่าการบริโภคจึงมีเสถียรภาพมากกว่า

          (๒) การบริโภคนั้น ไม่ได้ก่อให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ตามมาในระยะยาว เช่น ได้เงินวันนี้ เรานำไปทานข้าว มันก็ส่งผลให้พ่อค้าข้าวมีความมั่งคั่งมากขึ้นเท่านั้น ทว่า หากเรานำเงินไปลงทุนเช่น สร้างระบบสาธารณูปโภคที่ดี ทำให้มีโรงงานมาตั้ง เมื่อมีดรงงานมาตั้งมากๆ ธนาคารต่างชาติก็ต้องเข้ามาตั้งสาขาเพื่ออำนายความสะดวกให้แก่คนของประเทศตน เมื่อเป็นเช่นนั้น สำนักงานในเมืองก็มีความต้องการมากขึ้น การเกิดขึ้นของอาคารสำนักงานที่มากขึ้นก็ทำให้เกิดธุรกิจระดับเล็กลดหลั่นลงมาเป็นลำดับ (เหมือนที่เราเห็นรถเข็นขายผลไม้หน้าตึกกลางสาธร เป็นต้น) จึงอาจกล่าวได้ว่า การที่เราพบเห็นแต่การก่อสร้างคอนโดมีเนียม ซึ่งสะท้อนการลงทุนในภาคบริโภค (ที่อยู่อาศัย) นั้นเป็นการลงทุนในภาคที่ไม่มีผลิตภาพต่อระบบเศรษฐกิจ (Unproductive sector investment) นั่นเอง

          (๓) ข้อ ๑ และ ๒ นั้นอาจจะดูเป็นพฤติกรรมจำเพาะของการลงทุนโดยประชาชน ทว่าหากไปดูในรายละเอียด แล้ วจะพบว่าแม้กระทั่งรัฐบาลเอง ก็ยังมีสัดส่วนการใช้งบประมาณไปกับเรื่องของการบริโภค (ในรูปของเงินเดือนข้าราชการ) และงบอุดหนุนเสียส่วนใหญ่ มีงบลงทุนเพียง ร้อยละ ๑๑ เท่านั้น ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายอยู่ที่ร้อยละ ๒๕ ซึ่งโครงสร้างรายจ่ายของรัฐที่เป็นไปในลักษณะนี้ สะท้อนได้อย่างชัดเจนว่า รัฐบาลไทยเป็นรัฐที่บริหารแบบ แรงงานนำเทคโนโลยี (Labor intensive management) จึงไม่อาจคาดหวังที่จะเห้นนวัตกรรมทางนโยบาย หรือ การพัฒนาเทคโนโลยีการบริหารภาครัฐในแต่ละกระทรวงได้มากนัก

          จากข้อสังเกตทั้งสามประการที่ได้ยกมานี้ ชี้ชัดว่าในระยะยาวแล้ว ระบบเศรษฐกิจไทยคงสามารถเติบโตอย่างมีเสถียรภาพ และ ยั่งยืนได้ค่อนข้างยาก ดังนั้นทางออกที่ชัดเจน คงหนีไม่พ้น ต้องเปลี่ยนแปลงวิธีคิดในเรื่องของการลงทุน โดยทั้งภาครัฐบาล และ เอกชน ต้องสอดประสานความร่วมมือระหว่างกัน อาทิ ระหว่างนโยบาย และ การลงทุนที่เกิดขึ้นจริง จะต้องเป็นไปในทิศทางที่เอื้อให้เกิดการลงทุน ทั้งจากภายใน และ ภายนอกประเทศ โดยคำนึงถึงความคุ้มค่า, เป็นธรรม และ ประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจในระยะยาว เป็นต้น

            ท้ายสุดนี้ ผมหวังว่า ผมจะวิเคราะห์ ระบบเศรษฐกิจไทยพลาด เพราะหากเป็นจริงดังที่ผมได้กล่าวมานี้ เราคงเห้นระบบเศรษฐกิจไทย ลุ่มๆดอนๆไปอีกนานทีเดียวครับ