HD copy

แนวโน้มราคาทองคำ  

 

By Tiraphap Fakthong

Freelance Educator and Quantitative Analyst

(จาก นสพ ASTVผู้จัดการ ฉบับวันที่ 17 ก.ย.52)

 

                ทองคำจัดเป็นสินค้าที่นักทุนทั่วโลกให้ความสนใจมากที่สุดชนิดหนึ่งไม่แพ้น้ำมันหรือสินค้าเพื่อการลงทุนอื่น ๆ ยากที่ใครจะปฏิเสธได้ และสิ่งก็ยังเป็นสินค้าที่ทำให้นักลงทุนปวดหัวมากที่สุดไม่แพ้น้ำมัน นั้นคือ การผันผวนของราคาทองคำที่ยากที่จะคาดเดาได้ คำถามมากมายที่นักวิเคราะห์ต้องหาคำตอบอยู่ทุกวัน คือ จะเข้าและจะออกตอนไหน ที่เท่าไหร่บ้าง ซึ่งความเห็นก็มีไปต่าง ๆ นา ๆ ไม่เว้นแต่ละวัน ผมจะยกตัวอย่างข่าวให้ผู้อ่านได้เข้าใจ อย่างเช่นเมื่อวันที่ 11 กันยายน ที่ผ่านมา ราคาทองคำในตลาด COMEX ปิดอยู่เหนือระดับ 1000 ดอลล่าร์/ออนซ์  อันเนื่องมาจากค่าเงินดอลล่าร์อ่อนค่ากันติดต่อกันเป็นเวลานานตั้งแต่ปีที่แล้ว ส่งผลต่อการคาดการเงินเฟ้อของสหรัฐ ในช่วงที่ผ่านมา แต่ผ่านมาไม่กี่วัน วันที่ 15 กันยายน ราคาทองคำปิดที่ อยู่ระดับเหนือ 1000 ดอลล่าร์/ออนซ์ เหมือนเดิม แต่ร่วงลงจากเดิม ประมาณ 5.30  ดอลล่าร์/ออนซ์ อันเนื่องมาจากค่าเงินดอลล่าร์ เริ่มแข็งค่าขึ้น อันเนื่องมาจากปัจจัยกดดันเรื่องความเสี่ยงของกรณีพิพาทระหว่างสหรัญกับจีน ทำให้ความต้องการเงินดอลล่าร์ของนักลงทุนเริ่มสูงขึ้น นักลงทุนคงจะสับสนว่าตกลงจะเอายังไงกันแน่ แต่ทุกอย่างนั้นไม่อยู่เหนือการคาดการณ์ทั้งหมดตามความเชื่อของผู้เขียน

                จะคาดการณ์เพื่อที่จะลงทุนอย่างไรนั้น ขึ้นอยู่กับว่าเรารู้หรือไม่ว่าอะไรที่สามารถนำมาใช้คาดการณ์หรือวิเคราะห์ได้บ้าง แล้วตัวแปรที่นำมาใช้อะไรบอกแนวโน้ม (Trend) อะไรบอกความผันผวน (Volatility) คล้าย ๆ กับหลักการคิดสมการของ Monte Carlo Simulation Method อย่างง่าย หรือหลักเศรษฐมิติ (Econometrics) พื้นฐานทั่วไป

               

 1. ตัวแปรแนวโน้ม (Trend)

                ตัวหลักที่สำคัญ คือ ปริมาณการต้องการซื้อทองเพื่อนำใช้งานจริงในอุตสาหกรรมต่าง ๆ หรือเพื่อเก็บไว้แต่ไม่ใช่เพื่อการเก็งกำไร อันเนื่องมาจากการขยายตัวของความต้องการในประเทศต่าง ๆ อาทิ จีน อินเดีย ซึ่งจัดได้ว่าเป็นผู้บริโภคทองคำทองรายใหญ่ของโลก ซึ่งการเข้ามาซื้อขายทองคำจะมาแบบเป็นลักษณะที่เรียกว่าวัฐจักร (Cyclic)  ลดลงในช่วงกลางปี และสูงขึ้นปลายปี เป็นรอบ ๆ ใน 1 ปี จากสถิติ โดยแรงซื้อขายเป็นไปตามปริมาณความต้องการและราคาในขณะนั้น ซึ่ง ในปัจจุบันจะเห็นได้ว่าเหมืองทองมีน้อยลงกว่าเดิมในขณะที่อุปสงค์มีมากขึ้นเรื่อย ๆ อย่างไม่สมดุลกัน ทำให้เราสามารถคาดการณ์แนวโน้มของราคาทองได้อย่างชัดเจนว่ามีแนวโน้มอยู่ลักษณะขาขึ้นในระยะยาว (Long Run) สำหรับนักลงทุนระยะยาวคงสบาย ๆ กับแนวโน้มแบบนี้ การเข้าซื้อทองสามารถทำได้เรื่อย ๆ ตามราคาที่ยอมรับได้ในขณะนั้น หรือ จะตามวัฐจักรก็ได้

                ประเด็นถัดมาสำหรับนักลงทุนระยะสั้น คือ ก่อนที่จะราคาไปถึงจุด ๆ ที่อยู่สูงกว่าเดิมในอนาคตได้นั้นต้องหกล้ม ล้มลุกคลุกคลานกันขนาดไหน

 

2.  ตัวแปรผันผวน (Volatility)

              ตัวแปรที่สำคัญในกลุ่มนี้มีมากมาย แต่จะขอยกที่สำคัญและเราสามารถหาข้อมูลได้ง่าย อาทิ เช่น ค่าเงินดอลล่าร์สหรัฐฯ ราคาน้ำมันในตลาดโลก อัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก เสถียรภาพทางการเมือง กรณีพิพาททางการค้าในตลาดสำคัญ ๆ การเข้าซื้อและเทขายของกลุ่มลงทุนที่เป็นสถาบัน และกลุ่มทุนเก็งกำไร ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยที่จะส่งผลต่อการผันผวนของราคาทองคำในระยะสั้น ๆ อย่างใกล้ชิดที่สุด และตัวแปรเหล่านี้ล้วนเป็นตัวแปรที่สามรถส่งผลกระทบไปยังตัวอื่น ๆ กันเองได้ และเป็นไปได้ว่าอาจจะไม่ส่งผลกระทบกันเองก็ได้ อาทิ เช่น การดำเนินนโยบายการเงินจะส่งผลต่อการคาดการณ์เงินเฟ้อในสหรัฐ ฯ ซึ่งจากงานวิจัยของ World Gold Council (2006) ระบุไว้ชัดเจนว่า ราคาทองคำมีความสัมพันธ์ในทางเดียวกันอย่างแนบแน่นกับอัตราเงินเฟ้อในสหรัฐ ฯ เป็นต้น     ผมขอเรียกตัวแปรเหล่านี้ว่า ความเสี่ยง (Risk)

 

วิเคราะห์เศรษฐกิจโลกและแนวโน้มราคาทองคำโดยสรุป 

 

      การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก จากการคาดการณ์ของหลาย ๆ สำนักเห็นพ้องไปในทิศทางเดียวกัน คือ เศรษฐกิจอาจฟื้นตัวขึ้นในปีหน้า อันเนื่องมาจากการขยายตัวของการบริโภคและการลงทุนในญี่ปุ่น จีน และประเทศยักษ์ใหญ่บางประเทศในยุโรป ซึ่งแม้ว่าสัดส่วนการว่างงานยังคงสูงอยู่  (Unemployment Rate)   แต่ผู้เขียนมองว่าตัวแปรที่ส่งสัญญาณได้ดีกว่า คือ จำนวน Jobless Claims หรือผู้มาติดต่อขอรับสวัสดิการจากการเลิกจ้างในสหรัฐฯ มีจำนวนลดลง ซึ่งเก็บข้อมูลเป็นรายสัปดาห์ จากการเก็บข้อมูลของ Bloomberg ใน 3 เดือนล่าสุด แม้ว่าจะอยู่ในระดับสูงก็ตาม

       โดยที่ข้อมูลนี้มีลักษณะเป็น Leading indicator แต่ข้อมูลการว่างงานเป็น Lag indicator  อีกทั้งดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่เริ่มปรับตัวสูงขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 70.2 จากเดิม 65.7 ในเดือนสิงหาคม และการคงอัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำ ทำให้การคาดการณ์การฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ ฯ คาดว่าอาจจะฟื้นตัวอย่างช้า ๆ ในต้นปีหน้า ส่วนแนวโน้มค่าเงินดอลล่าร์อาจจะอ่อนค่าลงในปลายปีนี้อีก อันเนื่องมากจากกลุ่มประเทศคู่ค้าสำคัญในทวีปอื่น ๆ เช่น เยอรมันนี และฝรั่งเศส ที่มีการฟื้นตัวของเศรษฐกิจเกินความคาดหมาย ซึ่งนักลงทุนมีแนวโน้มโยกย้ายเงินไปสู่สกุลเงินอื่น ๆ เพื่อการลงทุนที่ปรับตัวสอดคล้องกับภาวะการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ซึ่งจะกลายเป็นแรงกดดันให้เงินดอลล่าร์อาจอ่อนค่าลงอีกในปลายปีนี้ ทำให้คาดการณ์เงินเฟ้อของสหรัฐ ฯ อาจขยายตัวขึ้นอีกจนถึงปลายปีนี้ กอรปกับการวิตกกังวลของการอ่อนตัวของความต้องการทางด้านพลังงานทำให้ราคาน้ำมันเริ่มมีแนวโน้มที่จะทรงตัวอยู่ในระดับปัจจุบันในช่วงปลายปีนี้

      ทั้งหมดเป็นปัจจัยบวกที่จะส่งผลให้ราคาทองปรับตัวสูงขึ้นอีกจนถึงปลายปีนี้ แต่อาจมีช่วงที่เงินดอลล่าร์แข็งค่าเป็นระยะสั้น ๆ ทำให้นักลงทุนสามารถเข้าซื้อทองได้ภายในปีนี้ โดยแนะนำให้จับตาข่าวเรื่องกรณีพิพาททางการค้าระหว่างสหรัฐ ฯ และจีน รวมถึงนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ ฯ และทางโอเปคให้ดี