ข้อเสนอแนะต่อการจัดการศึกษาในระดับอุดมศึกษาของไทย: ว่าด้วยเรื่อง การจัดการด้านบุคลการทางการศึกษา (1)

 

                ประเด็นการจัดการศึกษาที่มีประสิทธิภาพนั้น บางคนอาจจะมองเป็นเรื่องซึ่งไม่ใช่ปัญหาพื้นฐาน ทว่า ในมุมมองทางด้านเศรษฐศาสตร์ โดยเฉพาะทฤษฎีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสมัยใหม่ (New Growth theory model) แล้ว การจัดการศึกษาที่มีคุณภาพเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว ทั้งนี้เพราะ การจัดการศึกษาในระดับอุดมศึกษาอย่างไร้ประสิทธิภาพนั้น มิได้เพียงเปล่าประโยชน์ในแง่ที่ไม่สามารถทำให้นักศึกษา “เก่ง” ขึ้นได้แล้ว นั่นยังหมายถึง การที่รัฐบาลจ่ายเงินอุดหนุนการศึกษาแบบเปล่าเปลี้ยเสียของ (ซึ่งหากนำเงินก้อนเดียวกันไปลงทุนด้านอื่นประเทศจะดีขึ้นกว่านี้) และ ยังทำให้การผลิตของระบบเศรษฐกิจลดลงด้วยเช่นเดียวกัน[1]

                ดังนั้น การทบทวนอย่างเข้าใจใคร่ครวญ ในประเด็นการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยจึงเป็นประเด็นที่น่าจะมีการวิจัยเชิงนโยบายอย่างจริงจัง โดยเฉพาะในมุมมองของ นิสิตนักศึกษาเอง เพื่อสะท้อนถึงข้อประเด็นปัญหา เสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนา ตลอดจนแก้ไขปัญหาของประเทศในระดับโครงสร้างต่อไป

 

ปัญหาของระบบการศึกษาไทยในมุมมองผู้เรียน(Thai educational problems)

 

ปัจจุบัน หากผมเข้าใจไม่ผิด เกณฑ์การประเมินคุณภาพมหาวิทยาลัย (KPI: Key Performance Indicators) สำคัญประการหนึ่ง ซึ่งยึดถือเป็นการทั่วไป (โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยชื่อดังทั้งหลาย) คือ เรื่องของการมีบุคลากรทางการศึกษาที่จบปริญญาเอก ประเด็นนี้ในทัศนะของผมแล้วเป็นประเด็นที่มีปัญหาอย่างยิ่งครับ กล่าวคือ มหาวิทยาลัยต่างๆเท่าที่ผมสัมผัสมา มักที่จะไป Shopping อาจารย์ที่จบปริญญาเอกเรียบร้อยแล้ว มากกว่าที่จะรับวุฒิปริญญาตรี หรือ โทเข้ามา แล้วค่อยส่งไปเรียนต่อในระดับปริญญาเอก, โดยส่วนตัวแล้วผมเห็นว่าการรับนิสิตนักศึกษาที่จบปริญญาตรี-โทเข้ามาเป็นอาจารย์มีข้อดีมากกว่า ปริญญาเอกดังต่อไปนี้ครับ

 

๑) คนที่จบปริญญายิ่งสูง ความห่างระหว่างผลตอบแทน (Benefits gap) การเป็นอาจารย์ กับ ผลตอบแทนทางภาคธุรกิจ ยิ่งห่างมากขึ้น ดังนั้น คนจบปริญญาเอก กลุ่มที่เก่งที่สุด หรือ เป็นผู้มีความสามารถพิเศษจริงๆ จะถูกทุ่มราคาเพื่อดึงไปทำงานในภาคเอกชนก่อน ทำให้สุดท้ายเราจะได้บุคลากรที่เป็นอาจารย์เป็นปริญญาเอกที่เก่งระดับปานกลาง มาเป็นอาจารย์แทน[2] ในทางกลับกัน หากเรารับนิสิต นักศึกษาที่เก่งๆ เข้ามาเป็นอาจารย์ในขณะที่ส่วนต่างของผมตอบแทนยังไม่มาก (ป.ตรี-โท) โอกาสจะได้คนเก่งย่อมสูงขึ้นเป็นลำดับ เพราะ คนเก่งที่มีนิสัยเลี่ยงความเสี่ยง (Risk aversion) จะยินดีเป็นอาจารย์เพื่อความมั่นคง มากกว่าที่จะเลือกไปลงทุนเรียนต่อแล้วต้องเผชิญกับความไม่แน่นอน[3]

 

๒) การรับนิสิตที่จบตรี-โท ของตนเอง เข้ามาเป็นอาจารย์ จะช่วยเพิ่มสารสนเทศ และ ลดความเสี่ยงในการเลือกคนผิด ไปได้มาก ทั้งนี้เพราะ การที่เราได้รู้จัก และ เรียนรู้ถึงลักษณะการทำงาน ฯลฯ ระหว่างศิษย์ และ อาจารย์ เป็นระยะเวลา 4 ปี (ป.ตรี) ถึง 6 ปี (ป.โท) ย่อมช่วยให้เราทราบถึงความสามารถในการถ่ายทอดความรู้ (ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่สำคัญที่สุดของการเป็นอาจารย์[4]) ได้อย่างมาก

 

๓) การร่วมลงทุน ในทุนมนุษย์ (Joint venture in human capital) ด้วยการรับนิสิต-นักศึกษา ปริญญาตรี หรือ โท เข้ามาเป็นอาจารย์ และ ส่งไปเรียนต่อในต่างประเทศโดยมหาวิทยาลัย หรือ คณะ ช่วยเหลือในการแบกรับต้นทุนบางส่วน จะช่วยทำให้ความรู้ซึ่งเป็นสินค้าส่วนตัว (Private goods) กลายเป็นสินค้าสาธารณะ (public goods) อย่างน้อยก็ในแง่ความคาดหวัง/มุมมองผู้ลงทุน (ตัวมหาวิทยาลัย หรือ คณะเอง) ทั้งนี้ ผู้ที่ได้รับการช่วยเหลือดังกล่าวก็จะรู้สึกผูกพันกับองค์กร และ น่าที่จะกลับมาเป็นอาจารย์ด้วยความรู้สึกที่มากกว่า “ลูกจ้าง” กับ “นายจ้าง”[5]

 

แน่นอนว่า, แม้ว่า การรับอาจารย์ โดยเลือกจากคนที่จบปริญญาเอก, จบมหาวิทยาลัยต่างประเทศ จะยังประโยชน์หลายประการด้วยกัน อาทิ ได้เทคนิควิธีทางวิชาการ และ มุมมองที่ใหม่ หรือ แตกต่างไปจากบุคลากรของคณะ ซึ่งช่วยให้ คณะหรือมหาวิทยาลัยเกิดการพัฒนา หรือ เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ อย่างไรก็ตามแต่ ผมยังคิดว่า ประโยชน์ดังกล่าวน่าที่จะไม่สามารถชดเชย ข้อดีในการรับนิสิต นักศึกษาปริญญาตรี และ โท จากมหาวิทยาลัยของตนเองดังที่ผมได้อธิบายไว้ในข้างต้น ไปได้

 


[1] การเข้าสู่ระบบการศึกษาทำให้กำลังแรงงานของระบบเศรษฐกิจลดลง ส่งผลให้ผลิตผลที่ผลิตได้ของระบบเศรษฐกิจจึงลดลงด้วย (ดังนั้น การศึกษาต้องสร้างให้คนเก่งขึ้น อย่างน้อยก็ต้องเพียงพอที่จะชดเชยแรงงานที่หายไประหว่างการศึกษาต่อได้) จึงจะสมเหตุสมผลที่จะเรียนต่อ

[2] แน่นอนว่า ในความเป็นจริง ยังมีคนที่เก่งจริงๆ และ มี “อุดมการณ์ อยากที่จะมาเป็นอาจารย์” ยอมทิ้งเงินเดือนสูงลิ่วในภาคเอกชนเข้ามาเป็นอาจารย์อยู่เช่นเดียวกัน ซึ่งหมายความว่า ไม่ใช่คนเป็นอาจารย์ทุกคนจะไม่เก่งนะครับ เป็นคนละเรื่องกัน

[3] อาทิ จะจบมาแล้วมีงานทำไหม? อย่างไร?

[4] หากเก่งแต่ถ่ายทอดไม่เป็นไปทำวิจัยอย่างเดียว ในฐานะ “นักวิจัยเต็มเวลา” ดีกว่าไหม?

[5] เป็นเรื่องที่ดูไม่เป็นธรรมเท่าไหร่ หากเราพยายามเรียกร้อง อาจารย์มหาวิทยาลัยให้ทำเพื่อสาธารณะในขณะที่รัฐ/มหาวิทยาลัย/คณะ ไม่คิดลงทุนร่วมกันกับเขาเลย ในเวลาที่เขาต้องการทุนการศึกษา แต่พอจบกลับมา ดันเรียกร้องให้ช่วยสังคม ช่วยสอนหนังสือ ช่วยสารพัด