จีน…..เศรษฐกิจที่อยู่บนหลังเสือ
By Tanakorn Dhamalongkot
Assistant Fund Manager
United Asset Management Co.,Ltd.
เศรษฐกิจเป็นผลลัพธ์ของคนหมู่มาก เมื่อใดที่คนส่วนใหญ่มองเศรษฐกิจดี การจับจ่ายใช้สอยย่อมตามมา แต่เมื่อใดที่คนมองเศรษฐกิจ “ดีเกินจริง” ก็ถึงเวลาที่ผู้ลงทุนที่ดีต้องเตรียมรับมือกับวิกฤติศรัทธาที่อาจเกิดขึ้น
ทฤษฏีเศรษฐศาสตร์คลาสสิก (Classical Economic Growth Theory) เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างการปล่อยกู้และรายได้ประชาชาติ (GDP) เป็นสิ่งที่ไม่มีใครปฏิเสธและมีการพิสูจน์กันออกมาอย่างกว้างขวางแล้วว่าเมื่อมีการปล่อยกู้เพิ่มขึ้นนั้น การลงทุนย่อมเกิดตามมา ซึ่งจะไปเพิ่มในส่วนของภาคการผลิต ทำให้มีการจ้างงานเพิ่มขึ้นและทำให้รายได้ประชาชาติต่อหัวเพิ่มขึ้นนั่นเอง
โดยจากผลตัวเลขเศรษฐกิจจีนที่ประกาศออกมาหลายๆตัวนั้นทำให้ขณะนี้ จีนเป็นที่เลื่องลือกันอย่างกว้างขวางว่าจะเป็นมังกรที่จะพาเศรษฐกิจโลกให้ขึ้นจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำรุนแรงในครั้งนี้ได้
- จากตัวเลขที่เพิ่งประกาศออกล่าสุดนั้น การปล่อยกู้ของจีนมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว โดยการปล่อยกู้ใหม่ที่เพิ่มขึ้นมาของจีนนั้นอยู่ที่ 664,529 ล้าน RMB ซึ่งเป็นการเติบโตถึง 28.01เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว เทียบกับของไทยนั้น การปล่อยกู้บ้านเราโตอยู่ที่ 4.48เปอร์เซ็นต์ในเดือนเมษายน ซึ่งเมื่อนำเปอร์เซ็นต์มาเทียบกับจีนแล้ว จีนมีการเติบโตที่สูงกว่าไทยถึงเกือบ 6 เท่า

- นอกจากนี้ ตัวเลขภาคเศรษฐกิจจริงของจีนหลายๆตัวก็แสดงการปรับตัวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งตัวเลขที่เป็นที่จับตามองก็คือ ภาคการลงทุน; FAI (Fixed Asset Investment) และภาคการผลิต; PMI (Production Manufacturing Index) ซึ่งตัวเลขทั้งสองนี้แสดงการเติบโตอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะ ตัวเลขภาคการลงทุนที่มีการเพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 32.9 เปอร์เซ็นต์ในเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นการเติบโตที่เร่งจากเดือนที่แล้วที่มีการเติบโตอยู่ที่ 30.5เปอร์เซ็นต์

- ผลจากการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของภาคการผลิตและภาคการลงทุนนั้น เป็นผลทำให้รายได้ประชาชาติของจีนยังคงเป็นบวกอยู่ได้ที่ 6.1เปอร์เซ็นต์ ซึ่งแม้ว่าตัวเลขนี้จะเป็นตัวเลขที่ค่อนข้างน้อย เมื่อเทียบกับอดีตที่มีการเติบโตอยู่เกือบ 2 หลัก แต่ว่าหากเทียบกับประเทศอื่นแล้ว จีนยังนับว่ายังอยู่ในเกณฑ์ดี

อย่างไรก็ตาม แม้ตัวเลขเหล่านี้บ่งบอกถึงการการเตื้องขึ้นมาจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลกของจีน แต่หากดูส่วนประกอบของการเติบโตนั้นจะพบว่าน่าใจหายพอควร
ประเด็นแรก การเติบโตนั้นถูกขับเคลื่อนโดยรัฐบาลเป็นหลัก ซึ่งสังเกตได้จากสัดส่วนของภาคการลงทุน ที่ส่วนใหญ่ได้รับอานิสงค์จากแผนกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่มีมูลค่ามากถึง 4 ล้านล้าน RMB โดยผลนั้นเห็นได้ชัดเจนในการลงทุนด้านการขนส่งมวลชนที่เพิ่มขึ้นถึง110 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ขณะที่การลงทุนในด้านอุตสาหกรรมการผลิตนั้น โตเพียง29.1 เปอร์เซ็นต์
การใช้กำลังการผลิตยังอยู่ในอัตราที่ต่ำ การลงทุนในโครงการใหม่นั้นเติบโตถึง 95.9 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ขณะที่การผลิตเดิมยังมีกำลังการผลิตที่ว่างอยู่ถึงครึ่งหนึ่ง (50.05 เปอร์เซ็นต์) ผลลัพธ์จากการเพิ่มกำลังการผลิตใหม่ไปนั้นจะส่งผลกดดันต่ออัตราการใช้กำลังการผลิตเดิม และสถานการณ์จะยิ่งเลวร้ายหากรัฐบาลลดการใช้จ่ายลง

การว่างงานยังคงเพิ่มขึ้นอยู่ แม้จะมีการลงทุนจากรัฐบาลเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล แต่ว่าการผลิตเดิมยังว่างอยู่ ดังนั้นโรงงานจึงไม่จำเป็นต้องจ้างคนงานเพิ่มแต่อย่างใด

Source: http://www.tradingeconomics.com/Economics/Unemployment-rate.aspx?Symbol=CNY
การปล่อยกู้ที่เพิ่มขึ้นเร็วเกินไปอาจนำมาซึ่งหนี้เสียจำนวนมาก เราไม่สามารถแน่ใจได้ว่าระบบธนาคารของจีนนั้นพัฒนารองรับการเติบโตของสินเชื่อที่รวดเร็วขนาดนี้ได้หรือไม่ เนื่องจากการเติบโตของสินเชื่อนั้นรวดเร็วมากกว่าฐานเงินเป็นเท่าตัวแล้วในช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมา
สัญญาณเริ่มต้นของอุปสงค์ฟองสบู่สังเกตได้จากกราฟอัตราดอกเบี้ยล่วงหน้า แม้ขณะนี้ภาวะเศรษฐกิจฟองสบู่ในจีนนั้นยังไม่เป็นตัวเป็นตนแน่ชัดเพราะอัตราเงินเฟ้อไม่ได้สูงมากนัก อย่างไรก็ตาม หากดูจากอัตราดอกเบี้ยล่วงหน้า 6 เดือนนั้นจะเห็นได้ว่า อัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นอย่างมากไปจนถึงระดับ 5เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นระดับที่สูงมาก และหากการคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยสูงเป็นระยะเวลานานนั้นจะทำให้ดอกเบี้ยเพิ่มจนเกิดเงินเฟ้อระยะยาวในที่สุด ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของภาวะฟองสบู่นั่นเอง

โดยหากพิจารณาการเติบโตของจีนอย่างถี่ถ้วนแล้ว ท่านผู้อ่านจะสังเกตได้ว่า การเติบโตของจีนนั้นเป็นการเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่เปราะบาง เพราะมีความเสี่ยงที่จะต้องพบกับภาวะเศรษฐกิจฟองสบู่ ภาวะว่างงานที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และภาวะหนี้เสียที่อาจทำลายความเชื่อมั่นของเศรษฐกิจทั้งระบบ
ซึ่งเปรียบได้กับเศรษฐกิจที่อยู่บนหลังเสือนั่นเอง เพราะหากพิจารณาทางออกแล้ว หากรัฐบาลตัดสินใจกระตุ้นเศรษฐกิจอีก1-2 ปีนั้น อาจทำให้เกิดภาวะฟองสบู่ได้ง่ายๆจากภาวะอัตราดอกเบี้ยที่คุมไม่อยู่ แต่ถ้าหากรัฐบาลหยุดการกระตุ้นทันทีจะทำให้เกิดการหดตัวของอุปสงค์อย่างมหาศาล นอกจากนี้ แม้รัฐบาลค่อยๆลดการกระตุ้นนั้นก็ยากที่จะช่วยออกจากสถานการณ์นี้ได้ เพราะท้ายที่สุด การว่างงานจะเพิ่มขึ้นเนื่องจากอัตราการผลิตที่ลดลงเนื่องจากขาดอุปสงค์ และยังมีโครงการค้างท่อใหม่ๆมากมายทั้งจากเอกชนและรัฐบาลที่จะเพิ่มกำลังการผลิตมากดดันการผลิตเก่าลงไปอีก ดังนั้น ขณะที่หลายๆคนกำลังมองว่าเศรษฐกิจจีนกำลังไปได้สวย แต่เราเห็นว่าการที่เศรษฐกิจฟื้นมาได้รวดเร็วขนาดนี้ ไม่ได้มาจากรากฐานที่แข็งแรงและมีโอกาสที่จะล้มลงสูงมาก เพียงแต่ว่าจะสามารถหาที่ลงได้นิ่มนวลแค่ไหนและเมื่อใดเท่านั้นเอง

2 ของความคิดเห็น
Comments feed for this article
ธันวาคม 24, 2010 ที่ 8:01 AM
tintin
ชัดเจนมากครับ
แจ๋มแจ้งแดงแจ๋
กันยายน 17, 2009 ที่ 10:10 PM
อนิรุทธิ์
Fund flow ในตลาดการเงินโลก(ในช่วงปีนี้) ส่วนตัวผมคิดว่า
“ เมื่อ ตอน ต้นๆ ปี ซึ่งมีการอัดสภาพคล่อง สกุลเงิน USD เข้าไปในระบบอย่างมาก เพื่อป้องกันปัญหา การขาดสภาพคล่อง
มันทำให้เกิด ปัญหา Dollar Supply ที่มาก เป็นเรื่องที่ 1
และเมื่อช่วงเดือน มีนาคม ที่ FED ประกาศการทำมาตรการ Quantitative Easing (Credit Easing) ซึ่งเป็นการเข้าไปซื้อ พันธบัตร เพื่อจุดประสงค์ ดึงให้ Yield อ่อน (เพื่อหวังผลให้ดอกเบี้ยที่ Link กับ Bond เหล่านี้ เช่น ดอกเบี้ยตลาดบ้าน หุ้นกู้เอกชน ต่ำ เพื่อหวังผลการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ) เลยคาดว่า มันคงเกิดภาวะที่ 2 ต้นทุนการกู้ยืม Dollar ถูก
ทั้ง 2 อย่างรวมกัน USD Supply มาก + ดอกเบี้ยถูกเพราะ การ ทำ QE เลยเดาว่า น่าจะเป็น เหตุให้ มีคน กู้ยืม USD ไปเก็งกำไร ในตลาดความเสี่ยงสูงต่างๆ เช่น ตลาดหุ้น ฯลฯ กันตั้งแต่เดือน 3 เป็นต้นมา
แล้วทีนี้ จะมองว่า จะมีการดึงเงืนกลับเมื่อไหร่ ก็น่าจะเป็น ปลายตุลา ที่ FED ประกาศไว้ว่าจะหยุดการทำมาตรการ QE
เพราะถ้าหยุด Yield ควรจะสูง จะทำให้ต้นทุน การกู้ยืม USD สูง ก็น่าจะเกิดการหยุดการเก็งกำไร
แต่ในระหว่างนี้ อาจมีการ ทยอยเอากลับเป็นช่วงๆ บ้างก็ได้ แต่ท้ายสุดคิดว่าไม่น่าจะเกิน ปลายตุลา ตามที่บอก