บ่ายคล้อย แดดจาง เคล้ากลิ่นกาแฟเอสเปรสโซ่อ่อนๆ 1 ออนซ์ ที่ไหลลงคออย่างรวดเร็วตามแบบฉบับการดื่มดั้งเดิม ฟองที่หลงเหลืออยู่ก้นถ้วยสะท้อนภาพอนูเล็กๆ พาลให้กระหวัดคิดถึง ดาวพราวระยับตา ที่เคลื่อนคล้อยด้วยแรงดึงดูดระหว่างกันซึ่งอธิบายได้อย่างแม่นยำด้วยศาสตร์ที่เรียกว่า “ควอนตั้มฟิสิกส์” ศาสตร์ซึ่งว่าด้วยการนำเอาสิ่งที่เล็กที่สุดเช่นแสง มาอธิบายการเคลื่อนไหวของวัตถุที่ใหญ่เกินประมาณ อาทิ กาแล็กซี่

               เฉกเช่นเดียวกันบางครั้ง การอธิบายปรากฏการณ์ A อาจต้องใช้ปรากฏการณ์ B ซึ่งดูจะมีความเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กันเบาบางเสียจนเกินเชื่อ ประหนึ่งผีเสื้อกระพือปีกที่จีน แล้วก่อให้เกิดพายุใหญ่ที่สหรัฐอเมริกา มาอธิบาย บทความฉบับนี้จะฉายภาพให้ผู้อ่านพบว่า เศรษฐศาสตร์-ควอนตั้มฟิสิกส์-จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีความสัมพัทธ์เชื่อมโยงกันเช่นไร

               ทางด้านเศรษฐศาสตร์ คำถามสำคัญที่สุดที่นักเศรษฐศาสตร์ต้องเผชิญ โดยเฉพาะนักเศรษฐศาสตร์มหภาค นั่นก็คือ เราจะพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมให้ก้าวหน้าได้อย่างไร ? หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ปัจจัยใดที่เป็นตัวกำหนดระดับการพัฒนาประเทศ ?

               เป็นเพราะอารยะธรรมที่ยาวนานกระนั้นหรือที่ทำให้ประเทศเจริญก้าวหน้า ? หากเป็นเช่นนั้นทุกวันนี้เราคงได้เห็นประเทศเอธิโอเปียเป็นมหาอำนาจ, หรือเป็นเพราะความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรที่สร้างความมั่งคั่ง ? หากเป็นเช่นนั้นประเทศ เช่น พม่าคงไม่ยากจน… แล้วสิ่งใดเล่าที่เป็นปัจจัยกำหนดความรุดหน้าของประเทศที่แท้จริง ?

               คำถามนี้อาจไขได้ โดยอาศัยหลักการของ ควอนตั้มฟิสิกส์ กล่าวคือ ตามกรอบแนวคิดปรัชญาควอนตั้มฟิสิกส์ การเข้าไปเกี่ยวข้องของมนุษย์ในฐานะผู้สังเกตการณ์ หรือ ผู้มีส่วนร่วม เป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการตีความทฤษฎีควอนตั้ม ทั้งนี้เพราะ แสงมีบทบาทอย่างยิ่งในการกำหนดซึ่งเวลา[1] และเมื่อปราศจากซึ่งผู้มีส่วนร่วม (มนุษย์)… แสงก็ไร้ค่าเพราะไม่มีใครมาสังเกตมัน เมื่อแสงไร้ค่าเวลาก็ไม่มี เมื่อเวลาไม่มีทุกสิ่งทุกอย่างจึงหยุดนิ่ง

               ภายใต้กรอบแนวคิดเดียวกันนี้ เราสามารถสาวถึงมูลเหตุแห่งการพัฒนาประเทศได้ว่า… การพัฒนาประเทศนั้นหมายถึง การที่ประเทศ A ในช่วงเวลาที่ t + 1 มีความจำเริญมากกว่า เท่ากับ หรือน้อยกว่าประเทศ A ณ ช่วงเวลาที่ t ดังนั้น จากระหว่างช่วงเวลาที่ t ไปจนถึง t+1 ประเทศ A จะต้องมีตัวเชื่อมประสาน หรือ ตัวกลางในการเชื่อมระหว่างช่วงเวลา ทั้งนี้เราสามารถนำความเจริญใส่ขวด ผนึกหีบอย่างดีในช่วงเวลาที่ t แล้วนำมาเปิดออกในช่วงเวลาที่ t+1 นั้นก็หาไม่ แล้วสิ่งใดเล่าที่เป็นตัวกลางในการส่งผ่านความเจริญทั้ง 2 ช่วงเวลา…

               บางท่านอาจตอบว่า ‘ทุน’ และ ‘การสะสมทุน’ เป็นตัวขับเคลื่อนความจำเริญทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ทว่า ผู้ที่ตอบคงลืมไปเสียถึงข้อเท็จจริงที่ว่าทุนนั้นไม่สามารถสะสมตัวเองได้ ผู้มีส่วนร่วม (มนุษย์) ต่างหากที่เป็นผู้สะสมทุน!!! ดังนั้นคำตอบสำหรับคำถามที่ว่าสิ่งใดเป็นปัจจัยกำหนดถึงการพัฒนาประเทศนั้นคือ มนุษย์ ใช่หรือไม่ ?

               คำตอบคือไม่ใช่!!! ถึงจุดนี้ หลายท่านอาจหงุดหงิดใจและคิดจะละวางจากการอ่านบทความแสนเข้าใจยากชิ้นนี้เสีย ซึ่งเป็นที่น่าเสียใจยิ่ง เพราะอีกอึดใจ ความอึดอัดเหล่านั้นจะได้รับการปลดปล่อยให้คลายลงด้วยข้อเฉลยที่เรียบง่ายที่สุดประการหนึ่ง ดังต่อไปนี้คือ

               แท้จริงแล้วสิ่งซึ่งนักคอวนตั้มฟิสิกส์ทั้งหลายให้ความสำคัญที่สุดหาใช้ผู้มีส่วนร่วม ในฐานะมนุษย์ หากแต่เป็นผู้มีส่วนร่วม ในฐานะ ‘สำนึกรู้’ หรือ ‘จิตสำนึก’ ในการมีส่วนร่วม[2] เช่นเดียวกัน การพัฒนาประเทศในทางที่จะชี้บ่งได้ว่า ดีขึ้น หรือ เลวลง นั้นไม่อาจตัดสินได้จากตัวผู้มีส่วนร่วม (มนุษย์) แต่เพียงลำพังแต่ต้องรวบเอาสำนึกรู้ของผู้มีส่วนร่วม (มนุษย์) ผู้นั้นเข้าไปด้วย กล่าวคือ หากให้มนุษย์คนหนึ่งซึ่งเป็นบ้า (คือเสียสติ ขาดสำนึกรู้ในสิ่งรอบข้าง และไม่อาจสังเกตการณ์ มีส่วนร่วม หรือเข้าใจซึ่งสภาวะอันเปลี่ยนแปลงไประหว่างช่วงเวลาที่ t และ t+1 ได้) เศรษฐกิจสำหรับเขาผู้นั้นจึงไม่สามารถระบุได้ว่าดีหรือเลว จิตสำนึก จึงเป็นเครื่องวัดความเจริญของประเทศอย่างแท้จริงสูงสุด

               ดังนั้น การจะพัฒนาประเทศ ทั้งในแง่เศรษฐกิจและสังคม จึงควรที่จะพัฒนาสำนึกรู้ของมนุษย์  เป็นเบื้องต้น ซึ่งก็จะนำมาสู่คำถามที่ว่า… แล้วในทุกวันนี้ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งถือเป็นแหล่งให้การศึกษา หรือ อีกนัยหนึ่งก็คือ แหล่งบ่มเพาะผู้มีส่วนร่วม (มนุษย์) ซึ่งเป็นศูนย์กลางของการพัฒนาประเทศไปจนถึงจักรวาลอันไพศาล (ในกรณีควอนตั้มฟิสิกส์) ควรมีบทบาทอย่างไรต่อการพัฒนาสังคมไทย

               โดยการละวางที่จะกล่าวเชิงวิพากษ์ต่อกระบวนทัศน์ด้านการศึกษาของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในอดีตและปัจจุบัน ทว่ามองถึงอนาคตผมมีข้อเสนอบนรากฐานแนวคิดแบบเศรษฐศาสตร์ควอนตั้ม (การนำปัญหาทางเศรษฐศาสตร์มาสนธิเข้ากับแนวคิดแบบควอนตั้มฟิสิกส์) ว่า บทบาทของจุฬาลงกรณ์มหาสิทยาลัยต่อการพัฒนาสังคมไทยในรูปแบบยุคสมัยใหม่ (Modern ideal)[3] นั้นควรที่จะเน้นให้ความสำคัญกับการพัฒนา ‘สำนึกรู้ของนิสิตต่อสังคม (Awareness)’ มากกว่า ‘ความรู้ที่โดดเดี่ยวแปลกแยก’

               กล่าวคือ มหาวิทยาลัยควรเป็นแหล่งที่กระตือรือร้นต่อการท้าทาย และสร้างแรงบันดาลใจในการเรียนรู้ให้แก่นิสิตเพื่อว่านิสิตจะได้หลุดจาก ‘คอกความรู้’ มุ่งสู่ ‘ทะเลปัญญา’ ที่สามารถหาได้นอกมหาวิทยาลัย(ระบบสังคม)อีกมาก อีกทั้งมหาวิทยาลัยควรสร้างให้นิสิต (ซึ่งในที่นี้คือผู้มีส่วนร่วม ของระบบสังคม) มีความมุ่งหมาย (ภายใต้การชี้นำของสำนึกรู้) ที่จะนำความรู้ที่ได้รับมา เข้ากระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดต่อระบบสังคม เพื่อการวิวัฒน์พัฒนายิ่งขึ้นของประเทศนั่นเอง

 

“ โมเดิร์น ไม่ใช่ แฟชั่น แต่เป็นสภาวะ

ดังนั้นจึงจำเป็นต้องเข้าใจประวัติศาสตร์

ผู้เข้าใจประวัติศาสตร์ จะค้นพบความต่อเนื่อง

ระหว่างสิ่งที่เคยเป็น เป็นอยู่ และสิ่งที่จะเป็น”

                                             เลอ คอร์บูซิเอร์ (Le Corbusier) 

 


[1] ซึ่งในทางควอนตั้มฟิสิกส์เวลาและอวกาศไม่สามารรถแยกขาดจากกัน เราจึงควรเรียกเวลาว่า กาล-อวกาศ มากกว่า

 

[2] อ้างอิงจากแนวคิดของ Fritjof Capra ผู้เขียนหนังสือเรื่อง Tao of Physics และ The Turning Point

[3] ซึ่งอาจไม่สอดคล้องกับแนวคิดแบบหลังสมัยใหม่ (Postmodern) หรือ คิดใหม่สำหรับสมัยใหม่ (Rewriting modernity)