เกริ่นนำ
เรื่องของสถาบันกษัตริย์ กับ ระบอบประชาธิปไตย หากกล่าวโดยผิวเผินแล้วในปัจจุบันอาจ ดูกลมกลืนกันไป โดยเฉพาะกับเมื่อเรา มีการบัญญัติศัพท์ที่อธิบายถึงความเป็นระบอบประชาธิปไตยแบบไทยขึ้นมาว่า “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข” อย่างไรก็ตามแต่ หากวิเคราะห์กันอย่างถึงที่สุดแล้วก็จะพบว่า ความกลมกลืนดังกล่าวถูก “จัดการ” อย่างต่อเนื่องรัดกุมและละเอียดอ่อนรอบคอบยิ่ง เพราะ พระมหากษัตริย์อันเป็นสัญลักษณ์ของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ย่อมมิได้กลมกลืนกับ ประชาธิปไตยอันมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง โดยธรรมชาติ การจัดการจึงเป็นสิ่งสำคัญยิ่งในการสร้างความกลืนกันอย่างมีนัยสำคัญ
ทั้งนี้จะพบว่างานวิจัยหลายชิ้นพยายามที่จะมาอธิบายถึงการจัดการดังกล่าวในกรอบแนวคิดทางรัฐศาสตร์, กฎหมาย และ ประวัติศาสตร์ อยู่มากพอสมควร เช่น การอรรถาธิบายถึงความมีเสถียรภาพของสถาบันพระมหากษัตริย์ไว้อย่างน่าสนใจว่า ที่สถาบันพระมหากษัตริย์ไทยสามารถดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคง ท่ามกลางสถานการณ์ทางการเมืองที่ผันผวนและขาดเสถียรภาพโดยเฉพาะช่วง 30-40 ปีแรกภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 นั้นประการหนึ่งมาจากการที่บทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์ได้ถูกออกแบบมาอย่างรัดกุมเพื่อหลีกเลี่ยงที่จะนำไปสู่การให้โทษในทางตรง แต่จะเน้นไปในทางให้คุณมากกว่า เช่น…
ครั้งหนึ่งได้มีการถกเถียงกันอย่างหนักภายหลังมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ว่าพระมหากษัตริย์ทรงสามารถปฏิเสธพระราชบัญญัติซึ่งสภาส่งขึ้นทูลเกล้าถวายให้ทรงมีพระราชวินิจฉัยได้โดยเด็ดขาด และควรจะนำไปสู่การยุบสภาหรือลาออกอย่างหนึ่งอย่างใดหรือไม่ ครั้งนั้น ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ได้อภิปรายไว้ความว่า “…เราต้องใคร่ครวญให้ตระหนัก ข้าพเจ้าเห็นว่าพระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญจะยั่งยืน เป็นที่เคารพสักการะก็ต่อเมื่อพระมหากษัตริย์ทรงแต่พระคุณ ไม่ใช่พระเดชปกเกล้าฯ ไม่ใช่ปกครอง ถ้าเมื่อใดพระมหากษัตริย์ทรงปกครอง เมื่อนั้นความไม่พอใจก็ย่อมจะเกิดขึ้น… ถ้าเมื่อไรพระมหากษัตริย์ทรงวีโต้ให้ยุบสภาแล้วเป็นเกิดเรื่องแน่ จะเป็นการยุ่งกันใหญ่…” (รายงานการประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญ ครั้งที่ 5/2491 วันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ.2491 อ้างถึงใน นครินทร์, 2549) เป็นต้น
ซึ่งจะพบว่าลักษณะงานวิจัยชิ้นดังกล่าวที่ได้ยกมาอ้างอิงถึงนี้เป็นการศึกษาในลักษณะกรอบแนวคิด เครื่องมือทางประวัติศาสตร์ ทว่า ในทางเศรษฐศาสตร์กลับมีให้เห็นไม่มากนัก บทความวิชาการชิ้นนี้จึงมุ่งหวังที่จะทำการศึกษาถึงกลไกการจัดการ เพื่อสร้างระบอบประชาธิปไตยแบบไทย โดยมีสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นแก่นกลางในการวิเคราะห์
บทบาทเชิงเศรษฐกิจที่สำคัญของสถาบันพระมหากษัตริย์ต่อตลาดการเมืองไทยในปัจจุบัน
ตลาดการเมืองในกรณีที่นำสถาบันพระมาหากษัตริย์เข้ามาร่วมพิจารณาร่วมด้วยนี้ จะพบว่า บทบาทเชิงเศรษฐกิจที่สำคัญของสถาบันพระมหากษัตริย์ได้แก่ การเป็นสถาบันที่มีคุณสมบัติของ สถาบันดุลระบบ (Built-in stabilizer) ที่จำเป็นต่อสังคมไทย ทั้งนี้เนื่องจาก ทรัพยากรทั้งหลายได้ถูก สมทบอย่างเต็มใจ (Voluntary contribution) จากทุกภาคส่วนไม่ว่าจะเป็นจากพรรคการเมือง (ในบทบาทรัฐบาล) ซึ่งพร้อมจะสมทบเงินโอนบางส่วนและบริการจากรัฐ ให้แก่ สถาบันกษัตริย์โดยได้รับสนองพระบรมราชองค์การโปรกเกล้าให้ดำเนินกิจกรรมใดๆในการบริหารประเทศอย่างชอบธรรมเป็นผลได้ทางตรง และ แรงสนับสนุนจากประชาชนซึ่งศรัทธาต่อสถาบันเป็นทางอ้อม
ในขณะที่ผู้มีสิทธิ์ออกเสียง (ประชาชน) ซึ่งเลือกรัฐบาลเข้ามา ก็จะมีปฏิสัมพันธ์โดยตรงกับรัฐบาลผ่านตลาดปริวรรตนโยบายสาธารณะ ซึ่งหมายถึงตลาดที่แลกระหว่างคะแนนเสียง (ซึ่งประชาชนจ่ายออกไปให้แก่รัฐบาล) กับนโยบายสาธารณะ (ที่รัฐบาลจ่ายออกไปให้แก่ประชาชน) อย่างไรก็ตามแต่ จากกลไกตลาดเสรี ทำให้ในตลาดมีทั้งผู้แพ้และผู้ชนะ อีกทั้ง ในระบอบประชาธิปไตยนโยบายสาธารณะส่วนใหญ่ย่อมสอดคล้องรองรับเพื่อผลประโยชน์ของเสียงส่วนใหญ่ ดังนั้น เสียงส่วนน้อยในสังคมจึงได้รับการละเลย ซ้ำร้าย กลุ่มผลประโยชน์ยังได้เข้ามาแทรกแซงตลาดปริวรรตนโยบายดังกล่าว โดยการสร้างส่วนเกิน (กำไร หรือ ค่าเช่าทางเศรษฐกิจ) ที่ผิดธรรมชาติขึ้น และ รวบรวมทรัพยากรอันพึงจะถูกกระจายไปสู่ประชาชนโดยทั่วไปมาเป็นของตนอย่างกระจุกตัว ทำให้ระบบเสียสมดุล สุดท้ายจึงนำส่วนเกินที่สะสมได้เหล่านั้นกลับมาถวายแก่สถาบันพระมหากษัตริย์เพื่อแลกกับเกียรติ (ผ่านเครื่องราชอิสริยาภรณ์) และ การได้รับภาพลักษณ์ในเรื่องความจงรักภักดี อันจะส่งผลดีต่อการรับรู้ของผู้บริโภคต่อองค์กร และ ต่อผู้บริหารองค์กรอย่างเป็นลำดับ
เมื่อรัฐบาลก็ ไม่สามารถดูแลสวัสดิการของประชาชนให้ได้รับสวัสดิการสูงสุดได้ในทุกกลุ่ม (และเลือกที่จะดูแลเสียงส่วนใหญ่ของสังคมเท่านั้น) ในขณะที่ประชาชนส่วนที่เหลือก็ถูกกลุ่มผลประโยชน์ดูดซับทรัพยากรในสังคมไปจนเหือดแห้ง สถาบันกษัตริย์จึงได้นำทรัพยากรซึ่งได้รับการถวาย (ส่งผ่านส่วนเกิน) มาจากพรรคการเมือง (รัฐบาล) และ กลุ่มผลประโยชน์ (ผู้ผลิต) เหล่านี้กลับมาพยุงผู้แพ้ในการแข่งขันท่ามกลางตลาดเสรี, ช่วยเหลือเสียงส่วนน้อยในระบบประชาธิปไตยเสียงข้างมาก และ กระจายทรัพยากรใหม่ให้แก่ผู้ที่ถูกเบียดเบียนจากระบบตลาดที่บิดเบี้ยวไปด้วยฝีมีนักการเมืองผู้ฉ้อฉลกับกลุ่มผลประโยชน์ที่ไม่รู้จักอิ่ม
กล่าวโดยสรุป ระบบที่ดำรงอยู่ของตลาดการเมืองในปัจจุบัน ยังคงสามารถดำรงต่อไปได้โดยไม่ล่มสลายลงนั้นก็เพราะว่า สถาบันกษัตริย์ ได้สร้างสมดุลให้แก่ระบบ ที่บิดเบี้ยวนี้ ด้วยการเป็น สถาบันซึ่งทำหน้าที่ดูดกลืนทรัพยากรส่วนเกินจากพรรคการเมือง และ กลุ่มผลประโยชน์มากระจายใหม่ อย่างมีประสิทธิภาพ นั่นเอง
สถาบันพระมหากษัตริย์มีประสิทธิภาพอย่างไร
ดังที่ผมได้สร้างข้อสรุปเชิงตรรกะถึง พระมหากรุณาธิคุณของสถาบันพระมหากรษัตริย์ที่ทรงมีต่อระบอบการเมืองไทย ในฐานะสถาบันดุลระบบ (Institution of Stabilization) อันมีประสิทธิภาพ ในฐานะนักเศรษฐศาสตร์ ก็มักจะมีคำถามต่อไปว่า การมีประสิทธิภาพที่ได้อ้างอิงถึงนี้ มีความหมายเช่นไร และ เหตุใดจึงกล่าวได้ว่าสถาบันกษัตริย์มีประสิทธิภาพ
ในเบื้องแรกสำหรับนิยามที่จะใช้ในการวิเคราะห์ลำดับถัดจากนี้นั้น เราจะตีความคำว่า ประสิทธิภาพ หมายถึงประสิทธิภาพในการกระจายทรัพยากรใหม่ (Efficiency of Resources Redistribution) โดยเปรียบเทียบกับรัฐบาลและกลุ่มผลประโยชน์ ทั้งนี้เนื่องจากการจะบอกว่าประสิทธิภาพจะมากหรือน้อยในแง่สัมบูรณ์นั้นกระทำได้ยาก นักเศรษฐศาสตร์จึงมักกล่าวโดยเปรียบเทียบความมากน้อยกับตัวแปรอ้างอิงที่มีความสำคัญ หรือ ที่ผู้ทำการศึกษาสนใจในแบบจำลอง ซึ่งในที่นี้ก็คือประสิทธิภาพของรัฐบาลและกลุ่มผลประโยชน์นั่นเอง โดยผมมีข้อสันนิษฐานเชิงอนุมานอยู่ว่า สถาบันกษัตริย์ เป็นสถาบันที่ทำหน้าที่กระจายทรัพยากรใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพกว่ารัฐบาล และ กลุ่มผลประโยชน์ด้วยสาเหตุสำคัญ 5 ประการด้วยกันได้แก่
1. ในเชิงโครงสร้างแล้วเราจะพบว่า สายการบังคับบัญชาในการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจของสถาบันพระมหากษัตริย์นั้นมีระยะทางในเชิงขั้นตอนที่สั้น และ ผ่านบุคลากรน้อยกว่ารัฐบาล จึงตรวจสอบภายในได้ง่ายส่วนรั่วไหล หรือ Leakage ของระบบจึงน้อย อีกทั้ง คติและวัฒนธรรมอันเป็นโครงสร้างส่วนบนของสังคมไทยที่ครอบคลุมพฤติกรรมในระดับปัจเจกบุคคลโดยทั่วไป ได้ส่งผลอย่างยิ่งต่อระดับการ Corruption ของผู้ปฏิบัติงานในฐานะข้าราชบริพานของสถาบันพระมหากษัตริย์ น่าที่จะอยู่ในระดับต่ำ (ไปจนถึงไม่มีเลย)
2. เป้าประสงค์ และ เจตจำนงในการดำเนินกิจกรรมภายในตลาดการเมืองของสถาบันพระมหากษัตริย์เป็น เจตจำนงค์ที่แปลกแยกจากเป้าหมายในเชิงเศรษฐกิจโดยทั่วไปที่ต้องการกำไรสูงสุด (ไม่เว้นแม้กระทั้งพรรคการเมืองซึ่งต้องการ คะแนนเสียงสูงที่สุด ทว่าแรงจูงใจในระดับภายในพรรคการเมือง คือตัวนักการเมืองเอง ก็ต้องการสร้างความั่งคั่งในระดับปัจเจกบุคคลสูงที่สุดอยู่ดี) สถาบันพระมหากษัตริย์จึงมี เป้าหมายที่ชัดเจนเพื่อสร้างศรัทธาต่อสถาบันและธำรงความจงรักภักดีของมหาชนต่อสถาบันสืบไป (ซึ่งถือเป็นหัวใจของการดำเนินกิจกรรมในตลาดการเองของสถาบันพระมหากษัตริย์) มากกว่าจะมุ่งแสวงหา และ สะสมส่วนเกินในระบบเศรษฐกิจ
3. ในแง่ระยะเวลา และ วาระของการดำเนินกิจกรรมภายใน ตลาดการเมือง พรรคการเมืองอาจเปลี่ยนผลัดผันแปรได้, บุคลกรทางการเมืองสามารถยืดหยุ่นเปลี่ยนแปลงได้ ทว่าสถาบันพระมหากษัตริย์ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้อย่างฉับพลันทันด่วน ไม่อาจพักเป็นการชั่วคราวได้โดยปกรกติ ซึ่งหากล่มสลายลงแล้ว ย่อมยากที่จะก่อร่างสร้างใหม่ได้ในระยะเวลาอันสั้น รวมทั้งทุนที่สถาบันได้สั่งสมมาตลอดระยะเวลายาวนานทั้งทุนทางสังคม (Institutional capital) และ ทุนทรัพยากรมีมูลค่า (Value endowment or Pecuniary capital) ก็เป็นเสมือนค่าเสียโอกาสที่สูงหากสถาบันต้องสูญหายไปจากตลาดการเมือง แรงกดดันที่ดีต่อประสิทธิภาพ (Healthy Stress) จากปัจจัยเหล่านี้เอง ส่งผลให้การดำเนินการของตัวสถาบันพระมหากษัตริย์มีประสิทธิภาพในระดับที่สูง
4. รัฐบาลมีระบบความสัมพันธ์แนวราบกับกลุ่มผลประโยชน์ ในขณะที่สถาบันพระมหากษัตริย์กับรัฐบาลและกลุ่มผลประโยชน์มีความสัมพันธ์แนวดิ่งที่มีระยะห่างมากจนไม่อาจต่อรองทางตรงระหว่างกันได้ แต่เป็นไปในลักษณาการที่ฝ่ายรัฐบาลและกลุ่มผลประโยชน์จะรับสนองพระราชดำริ ซึ่งโดยนัยคือการน้อมนำกระแสพระราชดำริไปปฏิบัติโดยปราศจากเงื่อนไขนั่นเอง ดังนั้น สถาบันกษัตริย์จึงปลอดจากการถูกแทรกแซง และ บิดเบือนเจตนารมณ์จากปัจจัยภายนอก (ซึ่งหมายถึงการสิ้นสุดของความสามารถปฏิเสธ หรือ ผลักความรับผิดชอบในผลของการดำเนินกิจกรรมโดยตัวสถาบันเองไปพร้อมกันด้วย การดำเนินกิจกรรมของสถาบันจึงยิ่งรัดกุม และ ต้องมีประสิทธิภาพมากขึ้นไปอีกชั้นหนึ่ง)
5. รัฐบาลมีลักษณะการกระจายใหม่โดยมิได้เน้นไปที่กลุ่มเป้าหมายใดเป็นพิเศษ (เว้นแต่กรณีที่มีการทำธุรกรรมกันเป็นการเฉพาะ เช่น การประการรับซื้อสินค้าเกษตร เพราะถูกขบวนการเคลื่อนไหวภาคเกษตรเข้ากรุงเทพมากดดัน หรือ กรณีที่มีการตกลงกันระหว่างกลุ่มผลประโยชน์และรัฐบาลให้ดำเนินนโยบายสาธารณะบางประการที่เป็นผลดีต่ออุตสาหกรรมหรือบริษัทของตน เป็นต้น) ในขณะที่กลุ่มผลประโยชน์เองก็มิได้ทำการกระจายทรัพยากรใหม่ในระดับที่มากอย่างมีนัยสำคัญ (เพราะขัดกับหลักการในเรื่องการสร้างกำไรสูงสุด) ทว่าสถาบันพระมหากษัตริย์ได้ดำเนินการกระจายทรัพยากรใหม่โดยเน้นไปที่ ประชาชนซึ่งตกขอบทางการเมือง (เป็นเสียงส่วนน้อยในการเลือกตั้ง), ตกขอบการพัฒนา (เป็นคนส่วนน้อยในมิติการพัฒนา เช่น ชาวเขา หรือ ผู้แพ้ในตลาดแข่งขันเสรี) และ ตกขอบการต่อสู้ในระบบที่ไม่เท่าเทียม (คนส่วนใหญ่ซึ่งถูกยื้อแย่งส่วนเกินไปโดยมิชอบจากรัฐบาลและกลุ่มผลประโยชน์ เช่น ผู้ใช้แรงงานบางส่วน) ซึ่งโดยทั่วไปแล้วทั้ง 3 กลุ่มซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักในการจัดสรรทรัพยากรจากสถาบันพระมหากษัตริย์ลงไปนี้ก็คือ ประชากรผู้มีรายได้น้อย (และยังคงเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ) ซึ่งคนเหล่านี้จะมีค่า Marginal Propensity to Consume มากกว่าคนที่มีรายได้สูง อันจะส่งผลให้ตัวทวี (Multiplier) หรือ ในที่นี้ผมอยากที่จะเรียบเรียงขึ้นใหม่เป็นการเฉพาะว่า ตัวทวีรายจ่ายสถาบันพระมหากษัตริย์ (Royal Family’s Multiplier or The King’s Multiplier) ซึ่งคือตัวคูณที่จะนำไปใช้คำนวณว่า เงินหนึ่งบาทซึ่งสถาบันกษัตริย์ได้จ่ายลงมาเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ (กระจายทรัพยากรใหม่) นั้นจะทำให้เกิดเงินขึ้นในระบบเศรษฐกิจมากขึ้นได้กี่บาท? นี้มีค่ามากกว่ากรณีของตัวทวีรายจ่ายรัฐบาลและตัวทวีรายจ่ายกลุ่มผลประโยชน์[1]
บทสรุป
จากแบบจำลองอย่างง่าย ที่ได้เรียบเรียงขึ้นเพื่อแสดงถึง บาบาทเชิงเศรษฐกิจที่สถาบันกษัตริย์มีต่อ ตลาดการเมืองนี้ ชี้ให้เราทราบถึงข้อเท็จจริงที่ว่า สถาบันพระมหากษัตริย์มีบทบาทอย่างมาก ต่อการกระจายทรัพยากร ในสังคมไทย ทั้งนี้เพราะ ทิศทางการไหลของทรัพยากรในหลายภาคส่วนซึ่งดูดซับส่วนเกิน (กำไร) จากระบบเศรษฐกิจไป อาทิ รัฐบาล และ กลุ่มผลประโยชน์ ได้เต็มใจจะกระจายทรัพยากรใหม่โดยส่งผ่านสถาบันพระมหากษัตริย์ ทั้งยังพบข้อสนับสนุนทางทฤษฎีและข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์หลายประการที่สนับสนุนความมีประสิทธิภาพโดยเปรียบเทียบในการอัดฉีดทรัพยากรกลับคืนสู่ระบบเศรษฐกิจ (ในภาพมหภาค) ของสถาบันพระมหากษัตรยิ์ซึ่งได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด จึงเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ถวายความจงรักภักดีแก่สถาบันพระมหากษัตริย์อย่างสูงสุด และ สถาบันพระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นตัวแทนของระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ยังคงสามารถดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคงในสังคมไทยท่ามกลางความเป็นประชาธิปไตยได้อย่างกลมกลืน จนในท้ายสุด เกิดเป็นระบอบการเมืองที่มีรูปแบบเฉพาะที่ชื่อ ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข
[1] ทั้งนี้เพราะ ยิ่งค่า MPC มากตัวทวีรายจ่ายยิ่งมากตามไปด้วย คำนวณได้จากสูตร Multiplier = 1/(1-MPC)

No comments yet
Comments feed for this article