นับตั้งแต่ต้นปีพ.ศ.2551 เราเริ่มเห็นสัญญาณของการขาดแคลนข้าวอันเนื่องมาจากภัยธรรมชาติ จากประเทศจีน ซึ่งเป็นทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภคข้าวรายใหญ่ที่สุดของโลกรายหนึ่ง ผนวกกับการเก็งกำไรในตลาดซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้า ทำให้ราคาของข้าวถีบตัวสูงขึ้นอย่างรุนแรง และส่งผลทางจิตวิทยาผูกโยงไปสู่สินค้าเกษตรตัวอื่นๆ จนทำให้ระดับราคาข้าว และ สินตค้าเกษตรทั่วโลก พากันถีบทยานตัวสูงขึ้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน (ในสถานการณ์ปรกติที่ไม่มีภัยสงคราม) จนเกิดการบัญญัติศัพท์ใหม่ที่เรียกว่า Agflation หรือ การเกิดเงินเฟ้ออย่างรุนแรงในกลุ่มสินค้าเกษตร
หลายท่านอาจจะสงสัยว่า เหตุใดการเพิ่มขึ้นของสินค้าเกษตรจึงน่าแตกตื่น และ ต้องสกัดแยกการเกิดเงินเฟ้อในภาคเกษตรออกมาจากเงินเฟ้อปรกติ (Inflation) ในเมื่อทุกๆประเทศก็มีธนาคารกลางที่มีเครื่องมือทางการเงิน (Financial Instrument) และนโยบายการเงิน (Monetary Policy) ที่พร้อมจะใช้แก้ไขปัญหาเงินเฟ้ออยู่แล้ว
ผมมีข้ออธิบายเพื่อปูพื้นให้เข้าใจโดยง่ายอยู่ 2 ประการด้วยกันครับ ได้แก่ ประการที่หนึ่ง เงินเฟ้อในภาคเกษตรนั้นเป็นเงินเฟ้อที่ไม่อาจใช้นโยบายการเงิน (ขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย) แก้ไขปัญหาได้[1] เหตุก็เพราะว่า การเกิดเงินเฟ้อที่นโยบายการเงินสามารถช่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้นจะเป็นเงินเฟ้อในลักษณะที่เรียกว่า เงินเฟ้อฝั่งอุปสงค์ (Demand Pull Inflation) หรือกล่าวเป็นภาษาชาวบ้านก็คือ เป็นการเกิดเงินเฟ้ออันเนื่องมาจากการใช้จ่าย หรือ ความอยากได้อยากมีอยากเป็นที่บวกอำนาจซื้อเข้าไปแล้ว “เกินพอดี” ทว่าเงินเฟ้อในสินค้าเกษตรเช่น ข้าว อย่างที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนี้นั้น เกิดจากการขาดแคลนอุปทานในตลาด เพราะดินฟ้าอากาศแปรปรวนทำให้ผลิตออกมาไม่พอความต้องการ โดยเงินในกระเป๋าของผู้บริโภคไม่ได้เปลี่ยนแปลง ดังนั้น หากธนาคารกลางขึ้นอัตราดอกเบี้ย นอกจากจะไม่ทำให้เงินเฟ้อลดแล้ว ยังเป็นการซ้ำเติมผู้บริโภคมากขึ้นไปอีก
ประการที่สอง สินค้าเกษตรโดยเฉพาะ ข้าว แล้วเป็นสินค้าจำเป็น (Necessary goods) และ สินค้าที่ทดแทนได้ยาก (Near Un-substitution goods) ดังนั้นสินค้าจำพวกนี้ผู้บริโภคจะมีอำนาจต่อรองน้อยกว่าผู้ผลิต การลดลงของรายได้ (โดยนัย ในกรณีที่มีการขึ้นอัตราดอกเบี้ย) จึงส่งผลต่อการลดลงของปริมาณความต้องการซื้อที่น้อยมาก
ซึ่งผมคิดว่า เพราะปัญหาแสนจะน่าปวดหัวของระดับราคาที่ผันผวนร้อนแรงอย่างฉุดไม่อยู่ของ “ข้าว” ดังที่ผมได้อธิบายไปในตอนต้น สอดประสานไปกับการออกมาแสดงวิสัยทัศน์ของ คุณธนินทร์ เจียรวนนท์ ที่ได้ออกมาชูนโยบาย 2 สูง คือเงินเดือนสูง และ ราคาสินค้าเกษตรสูง อย่างพอเหมาะพอเจาะ จึงทำให้ท่านรัฐมนตรีพาณิชย์ มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ เกิดไอเดียบรรเจิด อยากจะจัดตั้ง “โอเรก (OREC)” ซึ่งหมายถึง การรวมกลุ่มกันในประเทศผู้ผลิตและส่งออกรายใหญ่ของโลกอย่างเช่นอินเดีย (ที่ผลิตข้าวได้มากกว่าไทย) เวียดนาม (ที่ผลิตข้าวได้จำนวนถังต่อไร่มากกว่าไทย) และ ไทย (ที่ส่งออกได้มากที่สุด แต่ประสิทธิภาพการผลิตถูกทิ้งห่างไปเรื่อยๆ) เป็นต้น เพื่อกำหนดราคาข้าวในตลาดโลก ทั้งกรณีที่ต้องการเบรกราคาอย่างที่ปัจจุบันพยายามทำกันอยู่ และ กรณีที่ต้องการปั่นราคาให้สูงขึ้น โดยเจริญรอยตามแนวทางที่โอเปก (OPEC) ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศผู้ค้าน้ำมันเขาทำกัน
ประเด็นที่นัก (ศึกษา) เศรษฐศาสตร์อย่างผมสนใจขึ้นมาทันทีที่ได้ยินข่าวนี้ก็คือ โอเรก จะสามารถเกิดขึ้นได้จริงหรือไม่ และ ภายใต้เงื่อนไขอะไรบ้าง ซึ่งผมคิดว่าจากการลองไคร่ครวญดู (ประมาณ 5 – 10 วินาที) ผมก็ได้คำตอบครับ
คำตอบก็คือ โอเรก สามารถเกิดขึ้นได้… ยาก (ฮา)
การจะอธิบายว่าเหตุใดโอเรกจึงไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ หรือ ไม่น่าจะสามรารถบรรลุซึ่งเป้าหมายที่จะกำหนดราคาข้าวร่วมกันได้นั้นก็เนื่องจากสาเหตุอย่างน้อย 3 ประการด้วยกันครับ คือ
ประการที่หนึ่ง การรวมกลามทางเศรษฐกิจเพื่อกำหนดราคา มิได้เริ่มกำหนดจากราคา พูดเช่นนี้อาจจะงง แต่เป็นเรื่องจริงครับ เวลาเราบอกว่า OPEC กำหนดราคาน้ำมันโลกได้นั้น OPEC มิได้บอกว่าวันนี้ราคาควรเป็นเท่าไหร่ ทว่า OPEC ใช้การปรับเพิ่ม หรือ ลด กำลังการผลิตน้ำมันจากหน่วยผลิตที่ตนเองครอบครองอยู่เพื่อเป็นการส่งสัญญาณไปถึงตลาดค้าน้ำมัน หาก OPEC บอกลดกำลังการผลิต เท่ากับว่าอุปทานจะลดลง ราคาน้ำมันก็น่าจะสูงขึ้น (เมื่อในระยะสั้นปริมาณความต้องการใช้ไม่เปลี่ยนแปลง) เช่นนี้เป็นต้น ดังนั้นการกำหนดราคาตลาดในกรณีนี้จึงต้องเริ่มจากการควบคุมปริมาณการผลิตของหน่วยผลิตให้ได้นั่นเอง ซึ่งการที่ OPEC สามารถควบคุมราคาน้ำมันได้ก็เพราะ ธรรมชาติของธุรกิจน้ำมันที่เป็นธุรกิจผูกขาดโดยผู้ค่าน้อยราย (International Oligopoly Market) จึงควบคุมปริมาณการผลิตได้ง่าย ต่างจากกรณีสินค้าเกษตรที่มีลักษณะผู้ผลิตมากมาย และ ตลาดเป็นสินค้าแบบใกล้เคียงตลาดแข่งขันสมบูรณ์ การจะควบคุมหน่วยผลิตให้ผลิตในปริมาณที่เหมาะสม (กับระดับราคาที่ โอเรก ต้องการ) จึงเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ
ประการที่สอง การรวมกลุ่มกันในทางเศรษฐกิจ (Cartel or Collusion) เพื่อกำหนดราคานั้นเป็นเกมที่มีแรงจูงใจจะโกงจากผู้ร่วมเล่นสูง (Tempt to Cheat Game) กล่าวคือ ในกรณีที่สมมติให้มีการวมกลุ่มกันเพื่อกำหนดราคาข้าวในตลาดโลกเกิดขึ้นจริง กลุ่มดังกล่าวก็ไม่อาจดำรงอยู่ได้นาน เพราะ ผลประโยชน์ที่จะได้รับจากการรวมกลุ่มในระยะสั้นจะน้อยกว่าการผลิตตามอำเภอใจ ยกตัวอย่างเช่น หาก โอเรก ต้องการผลักให้ราคาข้าวสูงขึ้น กลุ่มก็ต้องตกลงร่วมกันที่จะลดปริมาณการผลิตข้าวในช่วงลงกล้าครั้งถัดไปลงจากเดิม หากทุกประเทศเชื่อตามมติที่ประชุม โอเรก ราคาข้าวก็จะสูงขึ้น ทว่าในความเป็นจริงแล้ว เมื่อมีการคาดการณ์ได้ว่า ข้าวในระยะถัดต่อจากนี้จะราคาสูง คำถามคือหากเป็นท่านผู้อ่านทุกท่านเป็นผู้ผลิตท่านจะทำอย่างไร??? คำตอบ (ที่มาจากไขสันหลังได้ทันทีโดยไม่ต้องผ่านสมอง) ก็คือ เราก็ต้องผลิตเพิ่มจริงไหมครับ เพื่อให้ได้กำไรสูงสุด
ในทางกลับกัน คือ หากกลุ่มมีมติที่จะลดความร้อนแรงของราคาข้าวโดยการผลิตข้าวเพิ่มขึ้น (ให้ราคาข้าวที่จุดดุลยภาพตกต่ำลง) ประเทศสมาชิกก็มีแนวโน้มที่จะคงระดับการผลิตเดิมไว้ เพราะ ไม่ต้องการรับความเสี่ยงจากการผลิตที่เกินกว่าความต้องการ (และอาจขายได้ไม่หมด) ดังนั้นในความเป็นจริง ทุกประเทศต่างมีแรงจูงใจที่จะโกง หรือ ความพยายามที่จะไม่ทำตามข้อตกลงที่วางไว้ตลอดเวลา ซึ่ง โอเปก ในช่วง 2 ทศวรรษแรกของการรวมกลุ่มก็ประสบปัญหาเช่นว่านี้เหมือนกัน (ทั้งที่น้ำมันเป็นสินค้าซึ่งสามารถรวมกลุ่มกันกำหนดราคาได้ง่ายกว่า ข้าวมากมายนัก)
ประการที่สาม ข้าว มีความเสี่ยงที่อยู่นอกเหนือการควบคุม (External Shock) ซึ่งมีโอกาสจะกระทบต่อปริมาณอุปทานในตลาดโลกได้ถี่และรุนแรง ไม่ว่าจะเป็น การเกิดโรคระบาด หรือ สภาพอากาศที่แปรปรวน ในขณะที่ตัวแปรภายนอกที่จะส่งผลต่อระดับราคาน้ำมันโดยส่วนใหญ่จะเป็นเรื่อง ความเสี่ยงจากภัยสงคราม และ อุบัติเหตุทางเทคนิคเช่น ท่อส่งน้ำมันรั่วไหล เป็นต้น ซึ่งมีโอกาสจะเกิดขึ้นได้น้อยครั้งกว่ากรณีสินค้าเกษตร มากไปกว่านั้น กรณีของข้าวไม่เหมือนน้ำมันที่กลั่นออกสู่ตลาดได้ทั้งปี และ สามารถปรับปริมาณการผลิตได้ยืดหยุ่น เพราะข้าวตัดสินใจวันนี้ต้องคาดการณ์ผลวันข้างหน้า เป็นการตัดสินใจผลิตแบบข้ามช่วงเวลา (Time lag Decision) ซึ่งยากกว่าการตัดสินใจแบบปัจจุบันทันด่วน
ในทัศนคติของผมแล้ว โอกาสที่จะเกิด โอเรก ขึ้นได้จึงมีอยู่น้อยมาก ทว่าถ้าโอเรก จะเกิดขึ้นจริงก็จะยืนอยู่บนเงื่อนไขที่ว่า ขั้นที่หนึ่ง ข้าว จะต้องกลายเป็นตลาดที่ถูกผูกขาดการส่งออกเอาไว้ด้วยผู้ค้าน้อยราย ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นในอีก 5 – 15 ปีข้างหน้านี้ เพราะทาง CPF และ เครือของคุณ เจริญสิริวัฒนภักดี ก็เริ่มเข้ามามีบทบาท และ ให้ความสนใจกับ ข้าว และ น้ำมันบนดินอย่างปาล์ม มากขึ้น และโดยศักยภาพของทั้ง 2 กลุ่มก็มีเพียงพอที่กลายเป็นตัวแทนกลุ่มอุตสาหกรรมไปแข่งในตลาดโลกได้ ทั้งนี้หากเป็นเช่นนั้นจริงวิธีการที่ ดีกับทั้งรัฐ ภาคธุรกิจ และประชาชนก็คือ ต้องเก็บภาษีในอัตราที่สูงพิเศษสำหรับบริษัทที่เข้ามาผูกขาดการส่งออกข้าว (เว้นแต่ผลกำไร หรือ ส่วนเกินที่นิติบุคคลได้จะนำไปสร้างนวัตกรรม หรือ สร้างสินค้าสาธารณะ) และรัฐก็นำภาษีดังกล่าวกลับมาเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ธุรกิจรายย่อยอื่นๆต่อไป พร้อมกันนั้นผู้ผูกขาดต้องทำ Contract Farming หรือ คือการเข้ามารับประกันราคารับซื้อกับเกษตรกร (คือเป็นผู้รับความเสี่ยงจากเกษตรกรไปไว้ที่ตัวเอง ตามสูตรคุณ ธนินทร์ เจียรวนนท์)
ขั้นตอนที่สอง ต้องมีการทดลองรวมตัวกันอย่างหลวมๆ เพื่อกำหนดปริมาณการส่งออกข้าวของแต่ละประเทศประมาณ 5 – 10 ปี ทั้งนี้เพื่อผล 2 ทางคือ ทางที่หนึ่ง เพื่อให้แต่ละประเทศได้ปรับการตัดสินใจที่จะดำเนินกลยุทธ์ต่อกันให้เข้าสู่ดุลยภาพ และ คงเส้นคงวา กล่าวคือ เมื่อได้ทดลองออกมติ เพิ่มลดปริมาณการผลิตข้าวหลายๆครั้งเข้าก็จะเห็นภาพชัดว่าประเทศใดทำตามมติบ้าง ซึ่งในระยะยาวแล้วกลไกในหลายๆด้านจะทำให้สุดท้ายทุกประเทศมีแนวโน้มที่จะทำตามมติอย่างคงเส้นคงวา (แต่ต้องอาศัยเวลาซักพัก) ทางที่สอง เพื่อให้แต่ละประเทศเตรียมพัฒนากลไกเชิงสถาบันเช่นกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่างๆ และ สร้างโครงข่ายเพื่อสนับสนุนให้เกิด Contract Farming มากขึ้นเรื่อยๆ เพราะการทำ Contract Farming จะทำให้ควบคุมปริมาณการผลิตได้ดียิ่งขึ้น
เป็นอย่างไรบ้างครับ ท่านผู้อ่านจะเห็นว่า เรื่องที่พูดชวนฝันแบบง่ายๆ หรูๆ หลายเรื่องไม่ง่ายอย่างที่คิด และ ที่สำคัญต้องอาศัยเวลา จะมาปุ๊บปั๊บได้ทันที และดีด้วยนี่ยิ่งหายากเข้าไปใหญ่ หมอเศรษฐกิจอย่างผมจึงขอ ทำนายว่าการรวมตัวเพื่อกำหนดราคาข้าวของประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ในเอเชีย จะยะงไม่ ร้องอุแว้ ลืมตาดูโลกภายใน 15 ปีนี้อย่างแน่นอนครับ ฟันธง!!! สำหรับวันนี้ขอลาไปก่อน สวัสดีครับ
[1] เงินเฟ้อที่ผู้ดำเนินนโยบายการเงินจะใช้ในการพิจารณาเพื่อปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบานให้เหมาะสมนั้นจึงเป็นเงินเฟ้อที่ตัดอิทธิพลของกลุ่มสินค้าเกษตร (ที่พึ่งพิงธรรมชาติ) และ สินค้าพลังงาน (ที่อิงตลาดโลก) ออกไปเรียกว่า Core Inflation

No comments yet
Comments feed for this article