การตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ ในกรณีรถเมล์ ๔,๐๐๐ คัน
สืบเนื่องจากสองสามวันนี้ผมได้มีโอกาสไปร่วมการสัมมนาเรื่องการสร้างฉากทัศน์ (Scenario forecasting) หรือก็คือการช่วยกันคาดการณ์สถานการณ์จำลองประเทศไทยในอีก ๕ – ๑๐ ปีข้างหน้า หากสถานการณ์ทางการเมืองไม่คลี่คลาย เห็นว่าเป็นประเด็นที่น่าสนใจทีเดียว จึงเกิดความรู้สึกว่าอยากคาดการณ์การตัดสินใจของรัฐบาลในบางเรื่องเพื่อจำลองสถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นโดยใช้กรอบแนวคิดเรื่อง “ทฤษฎีเกมกลยุทธ์” มาจับ โดยมีรายละเอียดดังจะอรรถาธิบายเป้นลำดับ
หากจะเริ่มต้นคงต้องเกริ่นจากการที่ ในช่วงนี้เป้นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อทางการเมืองที่ต้องจับตามมองอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในประเด็นของการดำเนินนโยบายของรัฐบาลที่เกี่ยวเนื่องกับการลงทุนขนาดใหญ่ อาทิ การจำนำข้าวโพด หรือ กรณีการลงทุนในรถเมล์ NGV ๔,๐๐๐ คัน ซึ่งกำลังเป็นประเด้นสาธารณธอยู่ในขณะนี้ เนื่องจากถูกเพ่งเล็งจากทุกภาคส่วนของสังคมว่า มีความเสี่ยงที่จะเกิดการคอรัปชันขึ้นได้ ทั้งนี้โดยการศึกษาจากทางคณะทำงานที่จัดตั้งโดยวุฒิสภาก็ดี จากภาคประชาชนเองก็ดี ต่างก็เป็นกังวลกับการลงทุนดังกล่าว, ล่าสุดรัฐบาลจึงส่งเรื่องต่อไปให้สภาพัมน์ฯช่วยพิจารณา ทว่าจะเป้นเพียงการยื้เกมออกไป หรือ จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหานั้นก็ต้องวัดกันกับข้อคิดเห็นของสภาพัฒน์ฯในอีก ๑ เดือนข้างหน้า (ถึงเวลานั้นบทความนี้อาจจะล่าช้าไปบ้างแล้วกับสถานการณ์)
ทว่าข้อสรุปของทางสภาพัฒน์ฯ หรือ ประเด้นการตรวจสอบถ่วงดุลมิใช่ประเด็นหลักของบทความในครั้งนี้ เพราะเชื่อว่ามีหลายท่านวิเคราะห์อยู่บ้างแล้ว และ หากจะวิเคราะห์กันอย่างเคร่งคัดจริงจังคงต้องใช้หน้ากระดาษล้นเกินกว่าที่บรรณาธิการจะยอมรับได้ ดังนั้นผมจึงจำกัดวงของประเด็นที่จะนำเสนออยู่เพียง การตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ในกรณีนี้ระหว่างพรรคประชาธิปัตย์ และ พรรคภูมิใจไทย จะออกมาเช่นได้ต่างหาก
ว่ากันตามจริงแล้ว กลุ่มก้อนซึ่งค้ำยันรัฐบาลนี้ให้ดำรงอยู่ได้ คงไม่อาจปฏิเสธว่าคือ “พรรคภูมิใจไทย” การออกมาแตะเบรกโครงการทั้งแบบหัวทิ่มหัวตำ (กรณีจำนำข้าวโพด) หรือ แบบนิ่มๆ (รถเมล์) ต่างบ่อนเซาะความสัมพันธ์ และ ความมั่นคงของรัฐบาลนี้ไปโดยปริยาย ทว่าภายใต้แรงกดดันจากมหาชนในเรื่องความโปร่งใสตรวจสอบได้ และ มาตรฐานทางจริยธรรมซึ่งประชาชนเรียกร้องจากรัฐบาลอย่างรุนแรง ย่อมเป็นปัจจัยที่ไม่อาจละเลย… แล้วประชาธิปัตย์ควรทำเช่นไรกันแน่ สถานการณ์ต่อไปน่าจะเป้นอย่างไร นี่คือสิ่งที่น่าสนใจ
คำถามข้างต้นนี้ตอบได้ไม่ยากหากเรามีฐานความเข้าใจในเรื่องการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์อยู่บ้าง โดยสามารถวิเคราะห์ได้ดังต่อไปนี้, ในเบื้องต้น เราจะพบว่าพรรคประชาธิปัตย์มีทางเลือกอยู่สองทางคือ (อนุมัติโครงการ, ไม่อนุมัติโครงการ) ในขณะที่พรรคภูมิใจไทยมีทางเลือกอยู่สองทางเช่นเดียวกันคือ (ยืนยันเสนอ, ยอมถอย) เกมนี้เดินแบบไม่พร้อมกันโดยประชาธิปัตย์เป้นคนเริ่มเดินเกมก่อน (Sequential game given Democrat is first mover)
ภายใต้ข้อสมมติฐานข้างต้นเราแบ่งสถานการณ์จำลองของผลลัพท์ได้ออกเป็น ๓ กรณี ได้แก่ (หมายเหตุ* ทางเลือกที่ ประชาธิปัติย์เลือกจะ “อนุมัติโครงการ” และ พรรคภูมิใจไทย “ยอมถอย” นั้นมีทางเกิดขึ้นน้อยมากๆๆ เพราะในเมื่อพรรคประชาธิปัตย์อนุมัติแล้ว ภูมิใจไทยมีมีเหตุผลที่จะยอมถอย อย่างน้อยก็ในกรณีพื้นฐานทั่วไป)
กรณีที่ ๑, พรรคภูมิใจไทยตัดสินใจยืนยันที่จะเสนอโครงการต่อไป และ ประชาธิปัติย์เลือกจะอนุมัติโครงการ: ผลลัพท์ที่น่าจะเกิดขึ้นคือ รัฐบาลได้รับความไว้วางใจจากพรรคร่วม และ ยืดระยะเวลาของรัฐบาลออกไปได้อีกนะยะหนึ่ง (รอปัญหาใหม่เข้ามากระทบ, waiting for next unanticipated shock) ในขณะเดียวกันความเชื่อมั่นและศรัทธาจากมหาชนซึ่งเคยมั่นใจว่ารัฐบาลจะเลือกอยู่ข้างความถูกต้อง (ในสายตาคนส่วนใหญ่) ก็จะลดลงอย่างรุนแรง ซึ่งหมายถึงการกร่อนผุของฐานเสียงพรรคในระยะกลางถึงยาวนั่นเอง (โปรดสังเกตว่า, แม้รัฐบาลจะประคองสถานความเป็นรัฐบาลไว้ได้ด้วยกลยุทธ์ที่๑นี้ อย่างไรก็ตามความเป็นไปได้ในการกับมาเป้นรัฐบาลของประชาธิปัตย์ในครั้งต่อไปใกล้เคียงศูนย์เต็มที)
กรณีที่ ๒, พรรคภูมิใจไทยตัดสินใจยืนยันที่จะเสนอโครงการต่อไป และ ประชาธิปัติย์เลือกจะไม่อนุมัติโครงการ: ผลลัพท์ที่น่าจะเกิดขึ้นคือ รัฐบาลได้รับความเชื่อถือมากขึ้นจากประชาชนในกลุ่มที่ศรัทธาตัวรัฐบาลอยู่แล้วเป็นปรกติ (แต่ไม่แน่ว่าจะได้รับคะแนนเสียงมากขึ้นจากคนที่เคยเฉยๆ หรือ เกลียดชังหรือไม่) ในขณะเดียวกัน ความบาทหมางในพรรคร่วมจะร้าวลึกเกินเยียวยา และ นำพาไปสู่การยุบสภาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพียงทว่าการยุบสภาจะไม่เกิดขึ้นอย่างทันทีทันใด ต้องรอให้มีการจัดกระบวนทัพเสียก่อน ซึ่งนั่นทำให้เกิดความไม่แน่นอนวทางการเมือง อันจะส่งผลกระทบเกี่ยวเนื่องไปสู่ภาคเศรษฐกิจ สังคม มากขึ้นไปอีก (ปัจจุบันก็แย่มากพอแล้วครับ)
กรณีที่ ๓, ประชาธิปัติย์เลือกจะไม่อนุมัติโครงการ และ พรรคภูมิใจไทยยอมถอย: ในกรณีนี้แม้ภาพเบื้องหน้าจะนำไปสู่การคลี่คลายสถานการณ์ ทว่าในข้อเท็จจริงแล้ว สถานการณ์ไม่ต่างอะไรกับกรณีที่ ๒ เพราะการยอมถอยดังกล่าว ย่อมมิได้เป้นการยอมถอยอย่างไร้เงื่อนไขแน่นอน หากไม่ได้รับสิ่งทดแทนในมูลค่าที่ทัดเทียมกันกับผลประโยชน์ที่จะได้รับจากโครงการรถเมล์ ๔,๐๐๐ คันย่อมหมายถึงความบาทหมางร้าวลึกที่แฝงอยู่ในคำว่า “ยอมถอย” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ดังนั้นการตัดสินใจสำหรับพรรคประชาธิปัติย์ในฐานะคนที่สามารถคุมเกมได้ (ตามข้อสมมติฐาน) ควรจะเป็นเช่นไร? คำตอบคือ… ในกรณีที่พรรคภูมิใจไทยจะเล่นเกมวัดใจ (Game of chicken) ด้วยการประกาศไม่ยอมถอยอย่างแน่นอน และ จะเคลื่อนโครงการรถเมล์ ๔,๐๐๐ คันอย่างเต็มที่ พรรคประชาธิปัตย์จะมีทางเลือกซึ่งอยู่สองทางซึ่งให้ผลตอบแทนสุทธิใกล้เคียงกันคือ หากเลือกอนุมัติจะได้ความมั่นคงของรัฐบาลในปัจจุบัน สังเวยด้วยคะแนนเสียงประชาชนในการเลือกตั้งครั้งต่อไป, ทางที่สองหากเลือกไม่อนุมัติ รัฐบาลจะอายุสั้นแน่นอน แลกกับการที่ได้คะแนนนิยมจากประชาชนมากยิ่งขึ้น คำตอบในที่นี้จึงไม่มีกลยุทธ์เด่นที่เด็ดขาด (Have no dominant strategy)  เพราะ “ได้-เสีย” พอกันทั้งสองทางเลือก ทว่าเราพอจะประมาณผลการตัดสินใจของพรรคประชาธิปัตย์ได้จากเงื่อนไขบางประการคือ
หากพรรคประชาธิปัตย์เป็น “สถาบันทางการเมือง” ที่ยึดเอาผลประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง (Benevolent party) ย่อมต้องไม่อนุมัติโครงการรถเมล์ ๔,๐๐๐ คัน หรือ อนุมัติแบบมีเงื่อนไข (Conditional approving) อาทิ มีการปรับประมาณการงบประมาณลงทุนให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม สอดคล้องกับสิ่งที่ได้รับ และ มีแผนการพัฒนาระบบขนส่งมวลชนอย่างเป็นระบบมาพร้อมกันด้วย (หากเรายอมให้มีการลงทุนในระบบขนส่งแบบไม่มี ข้อเสนอเรื่องแผนพัฒนาระบบขนส่งมวลชนภาพใหญ่และเป็นแผนระยะกลางถึงยาว ก็เหมือนให้คนนอนละเมอมาบริหาร มันง่ายขนาดนั้นหรือครับการเป้นรัฐมนตรีเนีย!!!)
หากพรรคประชาธิปัตย์เป็นเพียง “พรรคการเมืองดาษๆ ที่มุ่งหวังผลประโยชน์เบื้องหน้าอย่างคนสายตาสั้น (Myopia) และคิดคำนวณผลตอบแทนจากการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองไม่เป็น (Lack of calculability)” ทางเลือกที่เด่นชัดลอยมา คงเป็นการหลับหูหลับตาอนุมัติโครงการรถเมล์ ๔,๐๐๐ คันไปอย่างค้านสายตากรรมการ และ รอเวลาที่จะกล่าวคำว่า “ไม่น่าเล้ย!” ในการเลือกตั้งครั้งต่อไปที่ ไม่ช้าไม่นานจะมาถึงได้เลย, ผมฟันธงโดยไม่ต้องผูกดวง หรือ ดูบริเฉดเจ็ดดาวให้เมื่อยตุ้ม
แต่ละท่านคงใช้หลักเกณฑ์ข้างต้นแสวงหาคำตอบได้ไม่ตรงกัน ส่วนตัวผมนั้นจะขอรอดูว่า พรรคประชาธิปัตย์จะมี “ความกล้าหาญทางจริยธรรม” ในระดับที่ได้เคยเรียกร้องต่อคู่ขัดแย้งทางการเมืองหรือไม่? ผมรอดูอยู่ด้วยใจระทึกครับท่านผู้อ่าน! 

 

          สืบเนื่องจากสองสามวันนี้ผมได้มีโอกาสไปร่วมการสัมมนาเรื่องการสร้างฉากทัศน์ (Scenario forecasting) หรือก็คือการช่วยกันคาดการณ์สถานการณ์จำลองประเทศไทยในอีก ๕ – ๑๐ ปีข้างหน้า หากสถานการณ์ทางการเมืองไม่คลี่คลาย เห็นว่าเป็นประเด็นที่น่าสนใจทีเดียว จึงเกิดความรู้สึกว่าอยากคาดการณ์การตัดสินใจของรัฐบาลในบางเรื่องเพื่อจำลองสถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นโดยใช้กรอบแนวคิดเรื่อง “ทฤษฎีเกมกลยุทธ์” มาจับ โดยมีรายละเอียดดังจะอรรถาธิบายเป้นลำดับ

 

          หากจะเริ่มต้นคงต้องเกริ่นจากการที่ ในช่วงนี้เป้นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อทางการเมืองที่ต้องจับตามมองอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในประเด็นของการดำเนินนโยบายของรัฐบาลที่เกี่ยวเนื่องกับการลงทุนขนาดใหญ่ อาทิ การจำนำข้าวโพด หรือ กรณีการลงทุนในรถเมล์ NGV ๔,๐๐๐ คัน ซึ่งกำลังเป็นประเด้นสาธารณธอยู่ในขณะนี้ เนื่องจากถูกเพ่งเล็งจากทุกภาคส่วนของสังคมว่า มีความเสี่ยงที่จะเกิดการคอรัปชันขึ้นได้ ทั้งนี้โดยการศึกษาจากทางคณะทำงานที่จัดตั้งโดยวุฒิสภาก็ดี จากภาคประชาชนเองก็ดี ต่างก็เป็นกังวลกับการลงทุนดังกล่าว, ล่าสุดรัฐบาลจึงส่งเรื่องต่อไปให้สภาพัมน์ฯช่วยพิจารณา ทว่าจะเป้นเพียงการยื้เกมออกไป หรือ จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหานั้นก็ต้องวัดกันกับข้อคิดเห็นของสภาพัฒน์ฯในอีก ๑ เดือนข้างหน้า (ถึงเวลานั้นบทความนี้อาจจะล่าช้าไปบ้างแล้วกับสถานการณ์)

 

          ทว่าข้อสรุปของทางสภาพัฒน์ฯ หรือ ประเด้นการตรวจสอบถ่วงดุลมิใช่ประเด็นหลักของบทความในครั้งนี้ เพราะเชื่อว่ามีหลายท่านวิเคราะห์อยู่บ้างแล้ว และ หากจะวิเคราะห์กันอย่างเคร่งคัดจริงจังคงต้องใช้หน้ากระดาษล้นเกินกว่าที่บรรณาธิการจะยอมรับได้ ดังนั้นผมจึงจำกัดวงของประเด็นที่จะนำเสนออยู่เพียง การตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ในกรณีนี้ระหว่างพรรคประชาธิปัตย์ และ พรรคภูมิใจไทย จะออกมาเช่นได้ต่างหาก

 

          ว่ากันตามจริงแล้ว กลุ่มก้อนซึ่งค้ำยันรัฐบาลนี้ให้ดำรงอยู่ได้ คงไม่อาจปฏิเสธว่าคือ “พรรคภูมิใจไทย” การออกมาแตะเบรกโครงการทั้งแบบหัวทิ่มหัวตำ (กรณีจำนำข้าวโพด) หรือ แบบนิ่มๆ (รถเมล์) ต่างบ่อนเซาะความสัมพันธ์ และ ความมั่นคงของรัฐบาลนี้ไปโดยปริยาย ทว่าภายใต้แรงกดดันจากมหาชนในเรื่องความโปร่งใสตรวจสอบได้ และ มาตรฐานทางจริยธรรมซึ่งประชาชนเรียกร้องจากรัฐบาลอย่างรุนแรง ย่อมเป็นปัจจัยที่ไม่อาจละเลย… แล้วประชาธิปัตย์ควรทำเช่นไรกันแน่ สถานการณ์ต่อไปน่าจะเป้นอย่างไร นี่คือสิ่งที่น่าสนใจ

 

          คำถามข้างต้นนี้ตอบได้ไม่ยากหากเรามีฐานความเข้าใจในเรื่องการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์อยู่บ้าง โดยสามารถวิเคราะห์ได้ดังต่อไปนี้, ในเบื้องต้น เราจะพบว่าพรรคประชาธิปัตย์มีทางเลือกอยู่สองทางคือ (อนุมัติโครงการ, ไม่อนุมัติโครงการ) ในขณะที่พรรคภูมิใจไทยมีทางเลือกอยู่สองทางเช่นเดียวกันคือ (ยืนยันเสนอ, ยอมถอย) เกมนี้เดินแบบไม่พร้อมกันโดยประชาธิปัตย์เป้นคนเริ่มเดินเกมก่อน (Sequential game given Democrat is first mover)

 

          ภายใต้ข้อสมมติฐานข้างต้นเราแบ่งสถานการณ์จำลองของผลลัพท์ได้ออกเป็น ๓ กรณี ได้แก่ (หมายเหตุ* ทางเลือกที่ ประชาธิปัติย์เลือกจะ “อนุมัติโครงการ” และ พรรคภูมิใจไทย “ยอมถอย” นั้นมีทางเกิดขึ้นน้อยมากๆๆ เพราะในเมื่อพรรคประชาธิปัตย์อนุมัติแล้ว ภูมิใจไทยมีมีเหตุผลที่จะยอมถอย อย่างน้อยก็ในกรณีพื้นฐานทั่วไป)

 

          กรณีที่ ๑, พรรคภูมิใจไทยตัดสินใจยืนยันที่จะเสนอโครงการต่อไป และ ประชาธิปัติย์เลือกจะอนุมัติโครงการ: ผลลัพท์ที่น่าจะเกิดขึ้นคือ รัฐบาลได้รับความไว้วางใจจากพรรคร่วม และ ยืดระยะเวลาของรัฐบาลออกไปได้อีกนะยะหนึ่ง (รอปัญหาใหม่เข้ามากระทบ, waiting for next unanticipated shock) ในขณะเดียวกันความเชื่อมั่นและศรัทธาจากมหาชนซึ่งเคยมั่นใจว่ารัฐบาลจะเลือกอยู่ข้างความถูกต้อง (ในสายตาคนส่วนใหญ่) ก็จะลดลงอย่างรุนแรง ซึ่งหมายถึงการกร่อนผุของฐานเสียงพรรคในระยะกลางถึงยาวนั่นเอง (โปรดสังเกตว่า, แม้รัฐบาลจะประคองสถานความเป็นรัฐบาลไว้ได้ด้วยกลยุทธ์ที่๑นี้ อย่างไรก็ตามความเป็นไปได้ในการกับมาเป้นรัฐบาลของประชาธิปัตย์ในครั้งต่อไปใกล้เคียงศูนย์เต็มที)

 

          กรณีที่ ๒, พรรคภูมิใจไทยตัดสินใจยืนยันที่จะเสนอโครงการต่อไป และ ประชาธิปัติย์เลือกจะไม่อนุมัติโครงการ: ผลลัพท์ที่น่าจะเกิดขึ้นคือ รัฐบาลได้รับความเชื่อถือมากขึ้นจากประชาชนในกลุ่มที่ศรัทธาตัวรัฐบาลอยู่แล้วเป็นปรกติ (แต่ไม่แน่ว่าจะได้รับคะแนนเสียงมากขึ้นจากคนที่เคยเฉยๆ หรือ เกลียดชังหรือไม่) ในขณะเดียวกัน ความบาทหมางในพรรคร่วมจะร้าวลึกเกินเยียวยา และ นำพาไปสู่การยุบสภาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพียงทว่าการยุบสภาจะไม่เกิดขึ้นอย่างทันทีทันใด ต้องรอให้มีการจัดกระบวนทัพเสียก่อน ซึ่งนั่นทำให้เกิดความไม่แน่นอนวทางการเมือง อันจะส่งผลกระทบเกี่ยวเนื่องไปสู่ภาคเศรษฐกิจ สังคม มากขึ้นไปอีก (ปัจจุบันก็แย่มากพอแล้วครับ)

 

          กรณีที่ ๓, ประชาธิปัติย์เลือกจะไม่อนุมัติโครงการ และ พรรคภูมิใจไทยยอมถอย: ในกรณีนี้แม้ภาพเบื้องหน้าจะนำไปสู่การคลี่คลายสถานการณ์ ทว่าในข้อเท็จจริงแล้ว สถานการณ์ไม่ต่างอะไรกับกรณีที่ ๒ เพราะการยอมถอยดังกล่าว ย่อมมิได้เป้นการยอมถอยอย่างไร้เงื่อนไขแน่นอน หากไม่ได้รับสิ่งทดแทนในมูลค่าที่ทัดเทียมกันกับผลประโยชน์ที่จะได้รับจากโครงการรถเมล์ ๔,๐๐๐ คันย่อมหมายถึงความบาทหมางร้าวลึกที่แฝงอยู่ในคำว่า “ยอมถอย” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

          ดังนั้นการตัดสินใจสำหรับพรรคประชาธิปัติย์ในฐานะคนที่สามารถคุมเกมได้ (ตามข้อสมมติฐาน) ควรจะเป็นเช่นไร? คำตอบคือ… ในกรณีที่พรรคภูมิใจไทยจะเล่นเกมวัดใจ (Game of chicken) ด้วยการประกาศไม่ยอมถอยอย่างแน่นอน และ จะเคลื่อนโครงการรถเมล์ ๔,๐๐๐ คันอย่างเต็มที่ พรรคประชาธิปัตย์จะมีทางเลือกซึ่งอยู่สองทางซึ่งให้ผลตอบแทนสุทธิใกล้เคียงกันคือ หากเลือกอนุมัติจะได้ความมั่นคงของรัฐบาลในปัจจุบัน สังเวยด้วยคะแนนเสียงประชาชนในการเลือกตั้งครั้งต่อไป, ทางที่สองหากเลือกไม่อนุมัติ รัฐบาลจะอายุสั้นแน่นอน แลกกับการที่ได้คะแนนนิยมจากประชาชนมากยิ่งขึ้น คำตอบในที่นี้จึงไม่มีกลยุทธ์เด่นที่เด็ดขาด (Have no dominant strategy)  เพราะ “ได้-เสีย” พอกันทั้งสองทางเลือก ทว่าเราพอจะประมาณผลการตัดสินใจของพรรคประชาธิปัตย์ได้จากเงื่อนไขบางประการคือ

 

          หากพรรคประชาธิปัตย์เป็น “สถาบันทางการเมือง” ที่ยึดเอาผลประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง (Benevolent party) ย่อมต้องไม่อนุมัติโครงการรถเมล์ ๔,๐๐๐ คัน หรือ อนุมัติแบบมีเงื่อนไข (Conditional approving) อาทิ มีการปรับประมาณการงบประมาณลงทุนให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม สอดคล้องกับสิ่งที่ได้รับ และ มีแผนการพัฒนาระบบขนส่งมวลชนอย่างเป็นระบบมาพร้อมกันด้วย (หากเรายอมให้มีการลงทุนในระบบขนส่งแบบไม่มี ข้อเสนอเรื่องแผนพัฒนาระบบขนส่งมวลชนภาพใหญ่และเป็นแผนระยะกลางถึงยาว ก็เหมือนให้คนนอนละเมอมาบริหาร มันง่ายขนาดนั้นหรือครับการเป้นรัฐมนตรีเนีย!!!)

 

          หากพรรคประชาธิปัตย์เป็นเพียง “พรรคการเมืองดาษๆ ที่มุ่งหวังผลประโยชน์เบื้องหน้าอย่างคนสายตาสั้น (Myopia) และคิดคำนวณผลตอบแทนจากการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองไม่เป็น (Lack of calculability)” ทางเลือกที่เด่นชัดลอยมา คงเป็นการหลับหูหลับตาอนุมัติโครงการรถเมล์ ๔,๐๐๐ คันไปอย่างค้านสายตากรรมการ และ รอเวลาที่จะกล่าวคำว่า “ไม่น่าเล้ย!” ในการเลือกตั้งครั้งต่อไปที่ ไม่ช้าไม่นานจะมาถึงได้เลย, ผมฟันธงโดยไม่ต้องผูกดวง หรือ ดูบริเฉดเจ็ดดาวให้เมื่อยตุ้ม

 

          แต่ละท่านคงใช้หลักเกณฑ์ข้างต้นแสวงหาคำตอบได้ไม่ตรงกัน ส่วนตัวผมนั้นจะขอรอดูว่า พรรคประชาธิปัตย์จะมี “ความกล้าหาญทางจริยธรรม” ในระดับที่ได้เคยเรียกร้องต่อคู่ขัดแย้งทางการเมืองหรือไม่? ผมรอดูอยู่ด้วยใจระทึกครับท่านผู้อ่าน!